“คลองเก่ายังดูแลไม่ได้ จะขุดใหม่อีกแล้ว?” เปิดเสียงสะท้อนคนเมืองเพชรฯ จี้ทบทวนโครงการ 1.4 หมื่นล้าน หวั่นผันน้ำทิ้งซ้ำเติมวิกฤตขาดน้ำ
ทีมข่าวเขาวังเดลี่รายงาน : 4 กันยายน 2569
หลังจากจังหวัดเพชรบุรีและกรมชลประทานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น “โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” กรอบงบประมาณ 14,700 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่กลับเต็มไปด้วยข้อกังวลและคำถามเชิงโครงสร้างต่อแนวทางการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ
จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหลายอำเภอ ทั้งท่ายาง ชะอำ บ้านลาด หนองหญ้าปล้อง และอำเภอเมืองเพชรบุรี พบว่าประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากที่สุดคือ “บทเรียนจากคลองผันน้ำ D9” ซึ่งเป็นโครงการระบายน้ำเดิมที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ โดยชาวบ้านระบุตรงกันว่า สภาพคลองในปัจจุบันขาดการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ตื้นเขิน และมีวัชพืชขึ้นหนาทึบจนแทบไม่สามารถทำหน้าที่ระบายน้ำหรือกักเก็บน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดภาครัฐจึงไม่เร่งฟื้นฟู ซ่อมบำรุง และขุดลอกคลองส่งน้ำเดิมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ก่อนเปิดแนวขุดคลองสายใหม่

“ขาดแคลนน้ำซ้ำซากจนแทบไม่มีน้ำรดต้นไม้ แต่รัฐทุ่มงบผันน้ำลงทะเล”
เกษตรกรหลายรายสะท้อนปัญหาตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัดเพชรบุรีเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน การขาดแคลนน้ำต้นทุนกลายเป็นวิกฤตปากท้องหลักของชาวสวนและชาวนา การที่โครงการใหม่มุ่งเน้นการขุดคลองระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อตัดยอดน้ำหลากลงสู่อ่าวไทยสูงสุดถึง 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงสร้างความกังวลว่าจะเป็นการเร่งระบายน้ำจืดทิ้งทะเล แทนที่จะสร้างระบบเชื่อมโยงเพื่อผันน้ำเข้าสู่พื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ำ
นอกจากนี้ ประชาชนยังตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ อาทิ
- การกระจายน้ำอย่างเป็นธรรม: ชาวบ้านในพื้นที่ตอนบนอย่างอำเภอบ้านลาด (เช่น ตำบลห้วยลึก) และพื้นที่ใกล้เคียง เสนอว่าควรมีโครงการผันน้ำไปเติมยังอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำมานานหลายปี
- ผลกระทบจากการเวนคืนและสิ่งแวดล้อม: ความกังวลเรื่องการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลน 162 ไร่ ตลอดจนการเวนคืนที่ดินทำกินของชาวบ้านตามแนวคลองยาว 38.852 กิโลเมตร
- กรอบระยะเวลาก่อสร้าง 10 ปี (พ.ศ. 2570 – 2579): ประชาชนหวั่นเกรงผลกระทบยืดเยื้อระหว่างการก่อสร้าง ทั้งปัญหาฝุ่นละออง การสัญจร และความคุ้มค่าของงบประมาณเมื่อโครงการแล้วเสร็จ

ตัวเลขชลประทานฟ้อง ห้วยแม่ประจันต์เหลือน้ำแค่ 8% ท้ายน้ำระดับน้ำแห้งขอด
ข้อมูลสถานการณ์น้ำล่าสุดจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ณ วันที่ 4 กันยายน ตอกย้ำภาพความแห้งแล้งในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยพบว่า อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ มีปริมาณน้ำเหลือเพียง 3.580 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 8.48% ของความจุเท่านั้น สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของชาวบ้านที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งผันน้ำไปเติมพื้นที่เกษตรกรรมตอนบน
ขณะเดียวกัน ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีตลอดสายตั้งแต่ อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด จนถึงอำเภอเมืองเพชรบุรี อยู่ในเกณฑ์ “ปริมาณน้ำและระดับน้ำน้อย” โดยระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าตลิ่งลึกถึง 4.72 – 7.59 เมตร และเขื่อนแก่งกระจานยังคงมีที่ว่างรองรับน้ำได้อีกกว่า 25% ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าของคนเพชรบุรีในยามนี้คือ “การขาดแคลนน้ำต้นทุน” มากกว่าปัญหาน้ำท่วมหลาก
บทเรียนจากอดีต ทำไมการขุดคลองใหม่จึงสร้างความกังขา?
เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์การจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี โครงการขุดคลองระบายน้ำมักถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตตัวเมืองเป็นหลัก ทว่าในทางปฏิบัติ น้ำท่วมมักเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่สัปดาห์ต่อปี ในขณะที่ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคกลับกินเวลายาวนานหลายเดือน

การเปิดแนวผันน้ำสายใหม่ระยะทางกว่า 38 กิโลเมตร ที่ตัดผ่านพื้นที่ทำกินของเกษตรกร จึงสร้างความกังวลในหลายระดับ:
- ผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม: การตัดผ่านของแนวคลองขนาดใหญ่อาจแบ่งแยกพื้นที่ชุมชน และสร้างอุปสรรคต่อการสัญจรไปมาหาสู่ระหว่างหมู่บ้าน
- การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมถาวร: ที่ดินทำกินที่ถูกเวนคืนไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีก
- งบประมาณบำรุงรักษาในระยะยาว: บทเรียนจากคลองเดิมชี้ชัดว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้วมักขาดงบประมาณต่อเนื่องในการกำจัดวัชพืชและขุดลอกตะกอนดิน ทำให้สิ่งปลูกสร้างเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้าง จัดลำดับความสำคัญเพื่อทางออกที่ยั่งยืน
เพื่อให้งบประมาณ 14,700 ล้านบาทเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกกลุ่ม ภาคประชาชนจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ดังนี้:
- ฟื้นฟูระบบชลประทานเดิมแบบครบวงจร: จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อขุดลอกคลอง D9 และคลองซอยต่างๆ ให้สามารถรองรับและกระจายน้ำได้อย่างเต็มพิกัด
- เพิ่มพื้นที่แก้มลิงและแหล่งกักเก็บน้ำย่อย: พัฒนาสระเก็บน้ำประจำตำบลและแก้มลิงธรรมชาติ เพื่อดึงน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูน้ำหลากมาเก็บสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง
- เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นรายตำบล: จัดเวทีพูดคุยเชิงลึกระดับกลุ่มย่อยในทุกตำบลที่แนวคลองพาดผ่าน เพื่อให้ได้ข้อมูลผลกระทบที่แท้จริงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง
บทสรุป คุ้มค่าจริงหรือ? กับงบหมื่นล้านในวันที่ชาวบ้านขาดน้ำ
ข้อคิดเห็นจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธการป้องกันน้ำท่วม แต่ตั้งคำถามถึงการจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ของงบประมาณมหาศาล โดยมองว่าในสถานการณ์ที่เกษตรกรกำลังเผชิญวิกฤตน้ำทำกิน ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบเดิมและพัฒนาระบบกักเก็บน้ำควบคู่กันไป
เวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการนำเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จริง รวมถึงตัวเลขสถานการณ์น้ำเชิงประจักษ์ ไปทบทวนและปรับปรุงแผนงาน เพื่อให้โครงการระบายน้ำสายนี้ตอบโจทย์ทั้งการบรรเทาอุทกภัยและสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่คนเมืองเพชรฯ ได้อย่างแท้จริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย.


