ทุ่มงบ 1.4 หมื่นล้าน ผันน้ำท่ายาง–ชะอำ สู่ทะเล คาดลดความเสียหายน้ำท่วมเพชรบุรีได้ครึ่งหนึ่ง
ภาครัฐเดินหน้าโครงการขุดคลองระบายน้ำขนาดใหญ่สายใหม่ในจังหวัดเพชรบุรี ภายใต้กรอบงบประมาณ 14,700 ล้านบาท มุ่งตัดยอดน้ำหลากจากเขื่อนเพชรลงสู่อ่าวไทย หวังแก้ปัญหาน้ำท่วมเพชรบุรีซ้ำซากในพื้นที่กว่า 3.3 หมื่นไร่ พร้อมยกระดับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนแห่งใหม่
วันที่ 2 กันยายน ที่เทศบาลตำบลบางเก่า อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ตัวแทนภาครัฐ นำโดยนายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และกรมชลประทาน ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนิน “โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว 10 ปี (พ.ศ. 2570 – 2579)

เปิดแนวผันน้ำ 38 กิโลเมตร เชื่อมท่ายาง–ชะอำ ลงอ่าวไทย
นายสนธิ์ จินดาสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 14 เปิดเผยรายละเอียดว่า โครงการนี้ประกอบด้วยการปรับปรุงคลองเดิมควบคู่กับการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ รวมระยะทาง 38.852 กิโลเมตร
แนวเส้นทางจะเริ่มต้นตั้งแต่บริเวณเขื่อนเพชร ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง และลากยาวไปออกสู่อ่าวไทยที่บริเวณตำบลบางเก่าและตำบลหนองศาลา อำเภอชะอำ โดยจะมีศักยภาพระบายน้ำลงทะเลได้สูงสุด 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยเร่งระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานไม่ให้เอ่อท้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจ
ส่วนข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนราว 162 ไร่นั้น แม้จะผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และได้รับอนุมัติยกเว้นตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ภาครัฐยังต้องรวบรวมข้อเสนอแนะจากคนในพื้นที่เพื่อกำหนดมาตรการดูแลระบบนิเวศควบคู่กันไป

ชาวบ้านได้อะไรจากโครงการบรรเทาอุทกภัยเพชรบุรี
นอกจากการแก้ปัญหาน้ำท่วมเพชรบุรี ทางการคาดการณ์ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนในพื้นที่ไว้ 3 ด้านหลัก:
- ลดความเสียหายจากน้ำท่วม 50%: ครอบคลุมพื้นที่คุ้มครองน้ำท่วมกว่า 33,690 ไร่ โดยเฉพาะในเขตอำเภอท่ายางและอำเภอชะอำ
- แหล่งน้ำสำรองหน้าแล้ง: คลองระบายน้ำหลาก (คลอง D1) จะทำหน้าที่กักเก็บน้ำต้นทุนได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ด้านการเกษตรและอุปโภคบริโภค
- โครงข่ายคมนาคมใหม่: เกิดถนนและเส้นทางสัญจรเลียบแนวคลองเชื่อมต่อระหว่างท่ายางกับชะอำ เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและขนส่งพืชผลการเกษตร

นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า การดำเนินงานหลังจากนี้จะต้องนำข้อคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่มาปรับใช้ เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่นี้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมน้อยที่สุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนเพชรบุรีอย่างแท้จริง.


