ล่าปลายักษ์เขื่อนแก่งกระจาน 4 วัน 2.9 ตัน ทำไมชาวบ้านต้อง ‘สั่งพักน้ำ’ สกัดปลาล้น-คุมราคาหน้าเขื่อน ควบคู่สูตร ‘จับ 1 ปล่อย 100’
ท่ามกลางความมืดมิดเหนือผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แสงไฟฉายคาดศีรษะตัดผ่านผืนน้ำเป็นทางยาว เสียงกวัดแกว่งของเครื่องยนต์เรือหางยาวค่อยๆ เบาลงเมื่อเข้าสู่พิกัดวางอวน ชาวประมงพื้นบ้านสาวตาข่ายเส้นหนาขึ้นมาทีละคืบอย่างระมัดระวัง ก่อนที่เงาร่างมหึมาสีเงินยวบยาบจะโผล่พ้นผิวน้ำ มันคือ “ปลาบึก” หนึ่งในปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หลังเปิดฉากฤดูกาลล่า ปลายักษ์เขื่อนแก่งกระจาน ประจำปี 2569 มาตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา เพียง 4 วันแรกของการลงอวน มีรายงานการนำ ปลาบึกขึ้นฝั่งแล้วถึง 26 ตัว รวมน้ำหนักทั้งสิ้น 2,943 กิโลกรัม หรือเกือบ 3 ตัน โดยมีตัวเล็กที่สุดหนัก 57 กิโลกรัม และตัวใหญ่ที่สุดทำสถิติสูงถึง 205 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายหมุนเวียนเบื้องต้น 330,997 บาท
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่กำลังคึกคักริมตลิ่ง กลุ่มประมงพื้นบ้านกลับตัดสินใจกดปุ่ม “หยุดพักชั่วคราว”
เมื่อวันที่ 19 ต.ค. นายบุญแรม รอดภัย ประธานกลุ่มผู้ทำการประมงปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ได้ออกประกาศด่วนให้ชาวประมงที่ได้รับอนุญาตทั้ง 16 ราย เร่งเก็บกู้อวนขึ้นจากผืนน้ำทั้งหมด เพื่อปิดการจับใน “ช่วงที่ 1” ชั่วคราว
คำสั่งเบรกกะทันหันนี้ไม่ได้เกิดจากจำนวนปลาที่ลดน้อยลง หากแต่เป็นเหตุผลเรื่องปากท้องและราคาตลาดของ ปลายักษ์เขื่อนแก่งกระจาน ที่ชุมชนต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง
สกัดปลาล้นตลาด คุมเกมราคา ไม่ยอมให้พ่อค้ากด

เมื่อนำตัวเลขมูลค่าการซื้อขายหน้าเขื่อนแก่งกระจานรอบ 4 วันแรกมาคำนวณ พบว่ามีราคาเฉลี่ยรับซื้อหน้าเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 112.50 บาทต่อกิโลกรัม
ตัวเลขนี้สะท้อนความต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลราคาสัตว์น้ำขายส่งในตลาดกลางสำคัญอย่าง ตลาดไท ซึ่งราคาขายส่งปลาบึกทั่วไปเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 60 ถึง 80 บาทต่อกิโลกรัม เท่านั้น
ความแตกต่างของโครงสร้างราคาเกิดจากลักษณะเฉพาะของตัวสินค้า
ปลาบึกตลาดส่งทั่วไป (60 ถึง 80 บาท/กก.) ส่วนใหญ่เป็นปลาบึกบ่อเลี้ยงเชิงพาณิชย์ หรือปลาบึกลูกผสมขนาดบริโภคทั่วไป น้ำหนักประมาณ 10 ถึง 30 กิโลกรัม
ปลาบึกหรือปลายักษ์เขื่อนแก่งกระจาน (เฉลี่ยประมาณ 112 บาท/กก.) เป็นปลาบึกธรรมชาติขนาดใหญ่พิเศษ น้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัม ไปจนถึงมากกว่า 200 กิโลกรัม ซึ่งร้านอาหารระดับบนและภัตตาคารให้มูลค่าสูงกว่า เนื่องจากเนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นสาบโคลน และเป็นวัตถุดิบหายากที่จับได้เพียงปีละครั้ง
นายบุญแรมระบุว่า การที่เพียง 4 วันมีปลาบึกขนาดมหึมาขึ้นมาเกือบ 3 ตัน หากปล่อยให้จับต่อเนื่องโดยไม่มีการควบคุม ปริมาณผลผลิตที่ทะลักเข้าสู่ตลาดพร้อมกันจะเปิดช่องให้พ่อค้าคนกลางใช้ความได้เปรียบกดราคาชาวบ้านลงมาจนชิดราคาตลาดส่งทั่วไป
การสั่ง “พักน้ำ” จึงเป็นเครื่องมือสกัดไม่ให้อุปทานล้นตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพรีเมียมของปลาหน้าเขื่อนไว้ ก่อนที่ตัวแทนชุมชนจะนัดประชุมประชาคมอีกครั้งเพื่อประเมินความพร้อมและจังหวะเวลาในการเปิดจับ “ช่วงที่ 2”
ไม่ใช่แค่การล่า วิถีประชาคมและโมเดล ‘Buy 1 Get 100 Free’
เบื้องหลังการล่าสัตว์น้ำขนาดยักษ์ที่หลายคนมองว่าเป็นการประมงเชิงพาณิชย์ แท้จริงแล้วถูกกำกับดูแลด้วยกฎเกณฑ์ของชุมชนและหน่วยงานรัฐอย่างเข้มงวด ทั้งหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน และศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี

บนเรือหางยาวทุกลำ ชาวประมงต้องสวมเสื้อสกรีนข้อความ “ปลาบึกแก่งกระจาน จับ 1 ปล่อย 100 บริหารจัดการโดยชุมชนสู่ความยั่งยืน” พร้อมพกบัตรอนุญาต ทบ.3 ประจำตัว โดยมีกติกาข้อบังคับร่วมกัน

โควตาสูงสุดทั้งฤดูกาล จำกัดเพดานจับรวมกันไม่เกิน 50 ตัว (ซึ่งยอด 26 ตัวในรอบนี้คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของโควตาทั้งหมดแล้ว)
คัดขนาดด้วยตาอวน 50 ซม. บังคับใช้เฉพาะอวนขนาดใหญ่พิเศษตาห่างตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อให้ปลาขนาดเล็กและขนาดกลางรอดไปเติบโตขยายพันธุ์
กติกาเหล็ก ‘จับ 1 ปล่อย 100’ (Buy 1 Get 100 Free) เมื่อนำปลาบึกขึ้นจากน้ำ 1 ตัว มีข้อผูกพันตามมติประชาคมว่าต้องจัดหาลูกพันธุ์ปลาบึกปล่อยคืนสู่อ่างเก็บน้ำจำนวน 100 ตัว เพื่อเติมทดแทนประชากรปลาในระบบนิเวศ
กองทุนชุมชน รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายปลาจะถูกหักเข้ากองทุนกลุ่มประมง เพื่อจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้โรงเรียน บำรุงวัด และพัฒนาสาธารณประโยชน์รอบอ่างเก็บน้ำ
วิทยาศาสตร์ข้างตลิ่ง ตรวจเพศ เจาะยีน สกัดภาวะเลือดชิด
จุดที่ทำให้เทศกาลจับปลาบึกของแก่งกระจานก้าวหน้ากว่าแหล่งน้ำอื่น คือการนำห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์มาตั้งไว้ข้างตลิ่ง

ทันทีที่ปลาบึกถูกลำเลียงขึ้นฝั่งด้วยเปลผ้ายางอย่างทะนุถนอม ทีมนักวิชาการจากศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรีจะเข้าวัดขนาดสัดส่วนลำตัวอย่างละเอียด พร้อมใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างเซลล์สืบพันธุ์เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ทางเพศ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตัดตัวอย่างชิ้นส่วนเนื้อเยื่อครีบปลาบรรจุลงหลอดทดลอง (Microcentrifuge tube) เพื่อนำกลับไปถอดรหัสและวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversity) ในห้องแล็บ ข้อมูลจีโนมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และวางแผนเพาะฟักลูกปลาบึกที่จะนำมาปล่อยคืนตามโครงการ “Buy 1 Get 100 Free” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเลือดชิด (Inbreeding) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกปลาในธรรมชาติติดโรคง่ายและแคระแกร็น
ย้อนรอย 4 ทศวรรษ จากปลาแม่น้ำโขง สู่ปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน
ในเชิงชีวภูมิศาสตร์ ปลาบึกไม่ใช่สัตว์น้ำประจำถิ่นดั้งเดิมของลุ่มน้ำเพชรบุรี แต่เป็นปลาประจำถิ่นลุ่มน้ำโขง และในเวทีอนุรักษ์ระดับสากล สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดให้ปลาบึกสายพันธุ์ธรรมชาติตกอยู่ในสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต” (Critically Endangered)
ทว่า สำหรับอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน เรื่องราวกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 2528 หลังกรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ปลาบึกด้วยการผสมเทียมได้เป็นครั้งแรกของโลก จึงได้นำลูกพันธุ์ปลาบึกรุ่นบุกเบิกมาทดลองปล่อยลงสู่เขื่อนแก่งกระจาน ประชากร ปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ที่นี่จึงถือเป็นผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงและปล่อยเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรในแหล่งน้ำปิด (Stock Enhancement) ไม่ใช่การล่าปลาบึกธรรมชาติจากแม่น้ำโขง เทศกาลจับปลาบึกแห่งนี้จึงสามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้การควบคุมโควตาและการกำกับดูแลร่วมกับกรมประมงอย่างเคร่งครัด
ตลอดเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้หล่อเลี้ยงให้ลูกปลาเหล่านั้นเติบโตจนกลายเป็นปลายักษ์เขื่อนแก่งกระจาน ที่มีน้ำหนัก 100 ถึง 200 กิโลกรัม นำมาสู่ประเพณีการจับปลาปีละครั้งในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพื่อหมุนเวียนใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและช่วยคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ก่อนจะพัฒนาสู่ระเบียบประชาคมและสูตรอนุรักษ์ “จับ 1 ปล่อย 100” ที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน

ภาพที่เกิดขึ้น ณ เขื่อนแก่งกระจานในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนของการหาปลาเพื่อยังชีพ หากแต่เป็นตัวอย่างของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติยุคใหม่ ที่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น งานวิจัยวิทยาศาสตร์ และกลไกเศรษฐศาสตร์ตลาด เดินเคียงข้างกันอย่างสมดุล


