ภาพมุมสูงพื้นที่ก่อสร้างคลองชลประทานและเหมืองดินชั่วคราว จุดรับน้ำดิบสระเก็บน้ำในดอน สถานีผลิตน้ำประปาชะอำ

สำรวจปัญหาน้ำประปาชะอำ วิทยาศาสตร์การบำบัดน้ำ ความท้าทายหน้างาน และโจทย์ความมั่นคงทางผังเมือง

รายงานพิเศษโดย : ทีมเฉพาะกิจเขาวังเดลี่

ตลอดแนวชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สถานประกอบการโรงแรมและรีสอร์ตส่วนใหญ่ยังคงเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวได้ตามปกติ ข้อมูลจากนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตกระบุว่า ที่พักในย่านนี้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีการลงทุนสร้างระบบถังสำรองน้ำขนาดใหญ่ และปัจจุบันยังไม่พบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพน้ำจากผู้เข้าพัก

ทว่าในพื้นที่ชุมชนและที่พักอาศัยของประชาชนทั่วไป รวมถึงบ้านพักของพนักงานและลูกจ้างในพื้นที่ ปัญหาน้ำประปาขุ่นและแรงดันน้ำลดลงได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนกว่า 20,000 ครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นำไปสู่การตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดการน้ำต้นทุนและระบบสาธารณูปโภครองรับในเมืองท่องเที่ยวสำคัญแห่งนี้

สภาพน้ำประปาขุ่นสีตะกอนในภาชนะกักเก็บน้ำของบ้านเรือนประชาชนในเขตเทศบาลเมืองชะอำ
สภาพน้ำประปาที่มีสีขุ่นและตะกอนแขวนลอย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองชะอำ [ภาพ: ประชาชนในพื้นที่]

เมื่อน้ำต้นทุนเปลี่ยนสภาพ สัญญาณเตือนสู่วิกฤตน้ำประปาชะอำ

จุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ ได้เผยแพร่วิดีโอชี้แจงวิกฤตน้ำประปาไม่ไหลผ่านเพจเฟซบุ๊กของเทศบาล ยอมรับว่าประชาชนในหลายชุมชนกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เช่น ชุมชนบ่อแขม ชุมชนรวมใจพัฒนา ชุมชนหนองคาง ชุมชนห้วยทราย และชุมชนสามพระยา

นายกเทศมนตรีเมืองชะอำระบุว่า ที่ผ่านมาเทศบาลได้ประสานงานกับผู้ควบคุมงานก่อสร้างของชลประทานมาโดยตลอด และมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะต้องไม่กระทบต่อปริมาณน้ำดิบที่ป้อนเข้าสู่สระผลิตน้ำประปา ทว่าในทางปฏิบัติ น้ำดิบต้องถูกผันผ่าน “เหมืองดิน” ชั่วคราว ซึ่งมีสภาพตื้นเขิน แคบ และท่อลอดต่าง ๆ อุดตัน ส่งผลให้น้ำไหลเข้าสู่สถานีผลิตน้ำประปาชุมชนรวมใจพัฒนาไม่ทัน จนโรงผลิตต้องหยุดทำงานไปถึง 2 วันเต็ม

ต่อมาระยะเวลาไม่ถึงสัปดาห์ กองการประปา เทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำดิบที่ใช้สำหรับกระบวนการผลิตน้ำประปาในพื้นที่ หลังตรวจพบค่าความขุ่นพุ่งสูงเกินกว่า 1,000 NTU ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาปลอดภัยกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 5 NTU ส่งผลให้อุปกรณ์ตรวจวัดแสดงผลเตือนระดับ “Overrange” หรือเกินพิกัดการวัดสูงสุด

ระดับความขุ่นที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติมากกว่า 200 เท่า ทำให้โรงผลิตน้ำประปาจำเป็นต้องปรับเพิ่มสารช่วยตกตะกอนในปริมาณสูงเพื่อเร่งบำบัดน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการไหลและคุณภาพน้ำประปาในบางพื้นที่ชั่วคราว ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากประชาชนถึงความกังวลเรื่องกลิ่นคลอรีนตกค้างและความต่อเนื่องของระบบน้ำประปาชะอำ

การที่น้ำดิบมีตะกอนแขวนลอยละเอียดและไม่ตกตะกอนตามธรรมชาติแม้ทิ้งไว้เป็นเวลานาน ทำให้กระบวนการตกตะกอนแบบเดิมไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองการประปา เทศบาลเมืองชะอำ จึงได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนอย่างเป็นทางการว่า “อยู่ระหว่างปรับใช้สารเคมีชนิดใหม่ในการผลิตน้ำประปา จึงมีความจำเป็นต้องปรับลดการจ่ายน้ำชั่วคราว เพื่อให้การปรับปรุงดำเนินไปอย่างเหมาะสม”

การปรับลดแรงดันในระบบท่อส่งน้ำเพื่อรองรับกระบวนการปรับแต่งสารเคมี ส่งผลให้น้ำประปาในพื้นที่สูงและปลายท่อไหลช้าลงหรือหยุดไหลชั่วคราว เทศบาลเมืองชะอำจึงได้เปิดช่องทางประชาสัมพันธ์ผ่าน LINE OA เพื่อให้ประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำขุ่นหรือไม่ไหลสามารถลงทะเบียนขอรับการสนับสนุนน้ำสะอาดจากรถบรรทุกน้ำของฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยจำกัดปริมาณครัวเรือนละ 1,000 ลิตร เพื่อกระจายทรัพยากรน้ำให้ครอบคลุมตามลำดับคิว

วิทยาศาสตร์หน้างาน การควบคุมค่าความขุ่นในระบบผลิตน้ำประปาชะอำ

นายยุทธพล อินมอญ ปลัดเทศบาลเมืองชะอำ และทีมงานร่วมกับ น.ส.นภัสสร ปิติปณากานต์ ตรวจสอบกระบวนการผลิตน้ำประปาหน้างาน
นายยุทธพล อินมอญ ปลัดเทศบาลเมืองชะอำ นำทีมงานและ น.ส.นภัสสร ปิติปณากานต์ นักวิทยาศาสตร์จากบริษัท โคโค่ พาร์เทค จำกัด ลงพื้นที่ตรวจสอบกระบวนการผลิตน้ำประปาและเตรียมอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพน้ำ ณ บ่อบำบัดโรงผลิตน้ำประปา [ภาพ: เทศบาลเมืองชะอำ]

เพื่อสร้างความเข้าใจและรายงานความคืบหน้าแก่ประชาชน วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เผยแพร่คลิป นายยุทธพล อินมอญ ปลัดเทศบาลเมืองชะอำ พาเยี่ยมชมกระบวนการผลิตน้ำประปา พร้อมอธิบายขั้นตอนการผลิตอย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายก่อนส่งจ่ายน้ำประปาให้บริการแก่ประชาชน จำนวน 5 ตอน ความยาวรวมประมาณ 77 นาที โดยมี น.ส.นภัสสร ปิติปณากานต์ นักวิทยาศาสตร์จากบริษัท โคโค่ พาร์เทค จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีบำบัดน้ำ มาร่วมตรวจสอบและอธิบายสภาพทางกายภาพของน้ำดิบ

น.ส.นภัสสรระบุว่า น้ำดิบที่รับเข้ามาจากคลองชลประทานมีสภาพเป็น “คอลลอยด์” หรืออนุภาคแขวนลอยละเอียด ซึ่งในสภาวะปกติ น้ำดิบจะมีค่าความขุ่นอยู่ที่ประมาณ 30 NTU แต่ในรอบนี้กลับพุ่งสูงแตะระดับ 1,000 NTU หรือเพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่าตัว และไม่ยอมตกตะกอนตามธรรมชาติแม้ตั้งทิ้งไว้ ทีมงานจึงจำเป็นต้องนำสารเคมีกลุ่ม PAC (Polyaluminium Chloride) ทำงานร่วมกับสารพอลิเมอร์ (Polymer) เข้ามาช่วยจับตะกอนให้รวมตัวเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ขึ้น

ในการทำงานหน้างาน น.ส.นภัสสรและเจ้าหน้าที่ต้องทำการทดสอบ Jar Test และทดลองปรับสัดส่วนการจ่ายสารในแต่ละบ่อบำบัดอย่างระมัดระวัง เพื่อหาจุดสมดุลไม่ให้สารเคมีตกค้างไปสร้างฟิล์มเคลือบอุดตันผิวทรายของระบบกรองละเอียด

น.ส.นภัสสร ปิติปณากานต์ นักวิทยาศาสตร์จากบริษัท โคโค่ พาร์เทค จำกัด ตรวจสอบความใสของตัวอย่างน้ำประปาหลังการบำบัด
น.ส.นภัสสร ปิติปณากานต์ นักวิทยาศาสตร์จากบริษัท โคโค่ พาร์เทค จำกัด ตรวจสอบความใสของขวดตัวอย่างน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดด้วยสาร PAC และพอลิเมอร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ร่วมติดตามการทดสอบอย่างใกล้ชิด [ภาพ: เทศบาลเมืองชะอำ]

ผลการตรวจวัดในกระบวนการผลิตแสดงให้เห็นว่า การใช้สารเคมีสามารถลดค่าความขุ่นจากน้ำดิบกว่า 400 NTU ลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 10 NTU ก่อนเข้าสู่ระบบกรองทรายได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี การตรวจวัดค่าความขุ่นของน้ำประปาที่ปลายทาง เช่น ที่บ่อน้ำใสและก๊อกน้ำของบ้านเรือนหลังแรกที่รับน้ำ ยังคงพบค่าความขุ่นอยู่ที่ 8.05 ถึง 18.6 NTU ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 5 NTU เล็กน้อย โดยทางเทศบาลชี้แจงว่า เกิดจากตะกอนสะสมเดิมที่ตกค้างอยู่ในระบบท่อและก้นบ่อเก็บน้ำใส ซึ่งต้องใช้เวลาในการระบายและล้างระบบอย่างต่อเนื่อง

รอยต่อการบริหารจัดการ ปัจจัยร่วมระหว่างการก่อสร้างและภัยธรรมชาติ

เมื่อพิจารณาถึงต้นตอของน้ำดิบที่มีตะกอนสูง เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาฯ กรมชลประทาน ได้ให้ข้อมูลว่า สภาพน้ำที่ขุ่นขาวเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน

ประการแรก เกิดจากโครงการขุดลอกและปรับปรุงคลองส่งน้ำชลประทานที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งเผชิญอุปสรรคจากฝนตกหนักจนดินคันคลองบางส่วนพังทลายลงสู่น้ำ

ประการที่สอง มีปริมาณน้ำหลากระบายมาจากเขื่อนแก่งกระจานและลำห้วยแม่ประจันต์ตามรอบธรรมชาติ

ประการที่สาม คือความจำเป็นของเกษตรกรในพื้นที่ต้นน้ำที่ต้องเปิดรับน้ำเข้าสู่แปลงนา ทำให้เกิดการกวนตะกอนดินทรายในคลองเปิดก่อนที่น้ำจะไหลมาถึงจุดสูบน้ำของเทศบาล

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ระบบประปาของเมืองชะอำยังคงต้องพึ่งพาน้ำดิบจากคลองเปิดร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ ตลอดเส้นทางน้ำ ซึ่งทำให้คุณภาพน้ำดิบมีความผันแปรสูงตามสภาพแวดล้อมและการใช้งานของพื้นที่ต้นน้ำ

ก้าวต่อไปของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความมั่นคงของเมือง

บริเวณสระเก็บน้ำในดอน (จุดรับน้ำดิบสถานีผลิตรวมใจพัฒนา) มีท่อส่งน้ำชนิด PE ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร วางเรียงรายอยู่ ท่อเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานที่เทศบาลเมืองชะอำเตรียมการวางระบบท่อส่งน้ำดิบแบบปิด เพื่อลำเลียงน้ำตรงเข้าสู่สระเก็บน้ำโดยไม่ผ่านคลองดินเปิด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนตะกอนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณและการดำเนินงานตามขั้นตอนราชการ

เหตุการณ์น้ำประปาในครั้งนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคของเมืองท่องเที่ยว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการระดมรถแจกจ่ายน้ำและการปรับแต่งสูตรเคมีบำบัดน้ำเป็นความพยายามบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น แต่โจทย์ระยะยาวที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดัน คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบน้ำประปาชะอำ การเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำสำรอง และการประสานงานบริหารจัดการลุ่มน้ำร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำประปาอย่างยั่งยืนให้กับทั้งภาคธุรกิจและชุมชนท้องถิ่นต่อไป.

บทความยอดนิยม

ติดตามเรา

ค้นพบเพิ่มเติม
กำลังโหลดเนื้อหา...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง