“เซฟเมือง จมทุ่ง” และเพดาน 150 ลบ.ม./วินาที: ย้อนรอย 10 ปีศึกน้ำท่วมเพชรบุรี ก่อนเผชิญหน้ามรสุมระลอกใหม่
เสียงสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และภาพขบวนคาราวานเครื่องจักรกลหนักที่รวมตัวกัน ณ ลานด้านหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม ในกิจกรรม Kick Off เฝ้าระวังอุทกภัยปี 2569 อาจดูคล้ายพิธีกรรมทางราชการตามฤดูกาล แต่สำหรับผู้ที่เฝ้ามองลุ่มน้ำสายนี้มาตลอดทศวรรษ ตัวเลขและแผนที่จุดเสี่ยง 48 จุดบนจอรายงาน กลับฉายภาพเดิมพันเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยนไป
หัวใจของสมการการแก้ปัญหาน้ำท่วมเพชรบุรี 2569 ยังคงถูกผูกไว้ด้วยโจทย์ทางวิศวกรรมชลประทานเพียงข้อเดียว คือทำอย่างไรไม่ให้มวลน้ำไหลผ่านตัวเมืองเกิน “150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที”
“ตัวเลขปีนี้มันแปลก”: ความจุอ่าง 78% ท่ามกลางฝนที่เพิ่งตกไม่ถึงครึ่ง
สิ่งที่ทำให้ฝ่ายบริหารในปี 2569 ต้องออกมายอมรับว่า “นอนไม่ค่อยหลับ” ไม่ใช่เพียงแค่ฝนที่ตกต่อเนื่อง แต่เป็นความผิดปกติของสถิติสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำที่ส่งผลต่อความเสี่ยงน้ำท่วมเพชรบุรี 2569 ในช่วงปลายฤดู
“มาร์กวัดระดับน้ำหลังจวน ผมเดินดูทุกวัน ตัวเลขปีนี้มันแปลกขึ้น ตอนต้นปียังไม่ได้คาดว่าจะถึงขนาดนี้ ยังคิดว่าจะทำยังไงให้น้ำเข้าเยอะ ๆ ตอนนี้มีความคิดว่าทำไงให้น้ำออกไปได้อย่างเหมาะสม” ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ระบุ พร้อมชี้ว่าแม้ระบบพยากรณ์อากาศจะช่วยได้มาก แต่หากเกิด “อุบัติเหตุทางธรรมชาติ” ที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าคือทางรอดเดียวที่จะเปลี่ยนหนักเป็นเบา
ข้อมูลจากสำนักงานชลประทานที่ 14 เผยตัวเลขที่น่าจับตาว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก รวม 37 แห่งทั่วจังหวัด มีปริมาณน้ำกักเก็บสะสมแล้วถึง 642 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 78% ของความจุรวมทั้งหมด (816 ล้าน ลบ.ม.) เหลือพื้นที่ว่างรองรับน้ำใหม่อีกเพียง 22%
ทว่า ในทางกลับกัน สถิติฝนสะสมของเพชรบุรีนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนกันยายน เพิ่งตกไปเพียง 440 มิลลิเมตร หรือคิดเป็นราว 44% ของค่าเฉลี่ยทั้งปี (987 มิลลิเมตร) นั่นหมายความว่า ยังมีปริมาณฝนอีกเกือบ 500 มิลลิเมตรที่พร้อมจะเทลงมาซ้ำเติม ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูมรสุมเดือนตุลาคม

ย้อนรอย 10 ปี: บทเรียนจากตัวเลขที่เมือง “เอาไม่อยู่”
ขีดจำกัด 150 ลบ.ม./วินาที ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ แต่คือเส้นตายทางกายภาพที่ถูกพิสูจน์ด้วยความเสียหายจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า:
- ปี 2559 (ระบาย 190 ลบ.ม./วินาที): มวลน้ำป่าจากลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันต์ทะลักเข้าสมทบ จนเขื่อนเพชรจำเป็นต้องเปิดระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีถึง 190 ลบ.ม./วินาที มวลน้ำเอ่อท้นตลิ่งเข้าท่วม 5 อำเภอ รวมพื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 42,500 ไร่ โดยเขตอำเภอเมืองเพชรบุรีกลายเป็นจุดที่จมน้ำหนักที่สุด
- ปี 2560 (พายุคีโรกี): อิทธิพลพายุจรพัดถล่มซ้ำสองระลอกปลายฤดูฝน ส่งผลให้น้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีล้นตลิ่งท่วมเขตเทศบาลเมืองสูงกว่า 50 เซนติเมตร และท่วมถนนเพชรเกษมสูง 40 เซนติเมตร จนสัญจรได้เพียงช่องทางเดียว
- ปี 2561 (เขื่อนแก่งกระจานล้นสปิลเวย์ 102%): ปริมาณน้ำในเขื่อนแก่งกระจานแตะ 725 ล้าน ลบ.ม. ล้นข้ามสันสปิลเวย์สูง 33 เซนติเมตร ทำให้ต้องงัดทุกวิถีทาง ทั้งกาลักน้ำและเปิดทางระบายฉุกเฉิน รวมอัตราไหลออก 154.37 ลบ.ม./วินาที ปริ่มขอบตลิ่งในเขตเทศบาลเมืองตลอด 2 สัปดาห์
- ปี 2564 (วิกฤตระบายน้ำ 241 ลบ.ม./วินาที): มวลน้ำสะสมเหนือเขื่อนบีบให้เขื่อนเพชรต้องเร่งระบายน้ำพุ่งสูงถึง 241 ลบ.ม./วินาที ผลคือมวลน้ำผุดขึ้นตามท่อระบายน้ำ ทะลักข้ามแนวกระสอบทรายเข้าท่วมย่านเศรษฐกิจและชุมชนริมน้ำ เช่น ชุมชนวัดเกาะ ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรีทันที
เมื่อนำประวัติศาสตร์เหล่านี้มาวางทาบกับปี 2569 จะพบว่า ปัจจุบันเขื่อนแก่งกระจานเริ่มพร่องน้ำออกมาแล้ว 100 ลบ.ม./วินาที เท่ากับว่า เมืองเพชรบุรีเหลือช่องว่างความปลอดภัย (Margin of Safety) รองรับน้ำหลากจากฝนตกใต้เขื่อนได้อีกเพียง 50 ลบ.ม./วินาทีเท่านั้น ก่อนจะแตะเพดานวิกฤต 150 ลบ.ม./วินาที

ต้นทุนที่ต้องแลก: “คลอง D9” กับสมการผันน้ำเลี่ยงเมือง
ทางออกทางวิศวกรรมที่กรมชลประทานนำมาใช้สู้กับเพดาน 150 ลบ.ม./วินาที คือการเพิ่มศักยภาพระบบคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำรอบนอก ให้สามารถตัดยอดน้ำเลี่ยงตัวเมืองได้ราว 130 ลบ.ม./วินาที โดยมีหัวใจสำคัญคือ “คลองระบายน้ำ D9” (บ้านโตนดน้อย ต.ปึกเตียน อ.ท่ายาง) ซึ่งปรากฏอยู่ในแผนที่จุดเฝ้าระวังเพื่อป้องกันน้ำท่วมเพชรบุรี 2569 อย่างต่อเนื่อง
ทว่า บทเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ได้สะท้อนความจริงอีกด้านของการ “ตัดยอดน้ำ” ในเวลานั้น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว เพื่อเร่งดึงน้ำจากแม่น้ำเพชรเข้าคลอง D9 มุ่งตรงสู่อ่าวไทย สามารถช่วยชะลอน้ำไม่ให้ไหลไปสมทบในตัวเมืองได้จริง แต่ผลกระทบกลับถูกผลักไปยังพื้นที่เกษตรกรรมริมคลอง D9 ส่งผลให้นาข้าว สวนกล้วย และพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านถูกน้ำท่วมขังเสียหายกว่า 100 ไร่
การปกป้องศูนย์กลางเศรษฐกิจในเขตเทศบาล จึงเป็นสมการที่มีต้นทุนที่เรือกสวนไร่นาของชาวบ้านรอบนอกต้องร่วมแบกรับเสมอมา
บ้านแหลม: ปราการด่านสุดท้ายและจุดคอขวดที่ธรรมชาติกำหนด
ตามแผนที่คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 48 จุดของจังหวัดเพชรบุรีในปี 2569 แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 22 จุด และนอกเขตชลประทาน 26 จุด โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรีถึง 30 จุด
ปลายทางของมวลน้ำทั้งหมด คือ อำเภอบ้านแหลม ซึ่งกลายเป็นจุดวางกำลังเครื่องจักรที่หนาแน่นที่สุด โดยจังหวัดได้ระดมเครื่องผลักดันน้ำจากสำนักเครื่องจักรกลส่วนกลางถึง 26 เครื่อง จากทั้งหมด 29 เครื่อง ไปปักหลักล็อกเส้นทางน้ำในอำเภอบ้านแหลม อาทิ:
- คลองบางครก-วัดคุ้งตำหนัก (12 เครื่อง)
- คลองบางครก-สะพานวัดเขาตะเครา (8 เครื่อง)
- คลองบางหอ (2 เครื่อง)
- ท่อระบายน้ำจุดตัดทางหลวงชนบทและสามแยกบ้านแพก (จุดละ 1–2 เครื่อง)
แม้ผู้นำท้องถิ่นจะยืนยันความพร้อมของจุดติดตั้งเครื่องจักร แต่วงเสวนาในวัน Kick Off ยังคงมีคำถามสำคัญจากผู้สื่อข่าวท้องถิ่นถึงปัญหา “แนวตลิ่งพังซ้ำซากทุกปี” ซึ่งคำชี้แจงระบุเพียงว่าจุดตลิ่งพังอยู่บริเวณท้ายน้ำและยังไม่กระทบช่วงผลักดันน้ำ
ข้อจำกัดที่แท้จริงของการกู้วิกฤตปลายน้ำ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเครื่องจักร แต่อยู่ที่ “วงจรน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทย” หากมวลน้ำหลากจากตอนบนไหลมาบรรจบกับช่วงน้ำทะเลหนุนหน่วงการระบายลงทะเล ต่อให้เดินเครื่องผลักดันน้ำเต็มกำลัง มวลน้ำที่ระบายไม่ทันก็จะเอ่อท้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนปลายน้ำและย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ตอนกลางอยู่ดี
การจัดทัพ “คนพร้อม เครื่องจักรพร้อม แผนพร้อม” ภายใต้ 6 มาตรการเพื่อรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี 2569 แสดงให้เห็นถึงการถอดบทเรียนและเตรียมการเชิงรุกที่รัดกุมขึ้นกว่าทศวรรษที่ผ่านมา แต่ตราบใดที่สภาพภูมิอากาศโลกยังคงผันผวนจนสร้าง “อุบัติเหตุทางธรรมชาติ” ได้ทุกเมื่อ เพดาน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และความจุอ่างที่เหลือพื้นที่ว่างเพียง 22% จะยังคงเป็นบททดสอบสุดตึงเครียดของชาวเพชรบุรีไปจนกว่าหยดฝนสุดท้ายของฤดูมรสุมจะสิ้นสุดลง.


