มอเตอร์เวย์สายใต้ M8: ทางด่วนสู่ความเจริญ หรือรอยตัดวิถีชีวิตเกษตรกรเพชรบุรี
ท่ามกลางภาพร่างโครงการ มอเตอร์เวย์ M8 สายนครปฐม–ชะอำ ที่ถูกวาดหวังให้เป็น “เส้นเลือดใหญ่” บรรเทารถติดสู่แดนใต้และกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ทว่าในเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย 6 เวทีตลอดแนวเส้นทางช่วงปากท่อ–ชะอำ สิ่งที่ดังกึกก้องไม่แพ้เป้าหมายการพัฒนา คือเสียงสะท้อนจากชาวบ้าน เกษตรกร และคนในพื้นที่ ผู้กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนต่อที่ดินทำกิน วิถีชุมชนดั้งเดิม และความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม
จากเอกสารสรุปผลการประชุมเสนอแนวคิดในการกำหนดรูปแบบทางเลือกพัฒนาโครงการเบื้องต้น (กลุ่มย่อย ครั้งที่ 1) จัดทำโดยสำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง ร่วมกับกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งรวบรวมเวทีรับฟังความคิดเห็นจำนวน 6 เวที ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ราชบุรี สะท้อนให้เห็นถึงปมความกังวลลึกซึ้งของเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น ต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ที่ดินทำกิน และวิถีชีวิตดั้งเดิม

“บ่อกุ้ง–บ่อปลา” ที่ดินเฉพาะที่ไม่ใช่แค่ย้ายบ้าน
ในพื้นที่ ต.ห้วยโรง อ.เขาย้อย ประเด็นการเวนคืนไม่ได้กระทบเพียงแค่โครงสร้างที่อยู่อาศัย แต่ส่งผลโดยตรงต่อ “หม้อข้าว” ของครอบครัว เกษตรกรในพื้นที่สะท้อนว่า ที่ดินสำหรับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นภูมิศาสตร์เฉพาะที่ไม่สามารถหาพื้นที่ใหม่ทดแทนได้ง่ายๆ รายได้จากการเลี้ยงสัตว์น้ำของบางครอบครัวสูงถึงหลักล้านบาทต่อปี ไหนจะต้นขี้เหล็กและพืชผักริมคันบ่อที่เก็บขายสร้างรายได้รายเดือน การเวนคืนจึงไม่ใช่แค่การจ่ายค่าที่ดิน แต่คือการตัดสายป่านการทำมาหากิน
“การถูกเวนคืนที่อยู่อาศัยยังพอหาพื้นที่ใหม่ปลูกสร้างบ้านได้ แต่พื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำบ่อปลาบ่อกุ้งมีอยู่อย่างจำกัด การเวนคืนจึงส่งผลกระทบต่อรายได้และการประกอบอาชีพโดยตรง” เอกสารสรุปข้อคิดเห็นระบุ
ทางด้านกลุ่มวิศวกรที่ปรึกษาชี้แจงว่า หลักเกณฑ์การเวนคืนตาม พ.ร.บ.เวนคืนฯ พ.ศ. 2562 มีข้อกำหนดในการประเมินค่าเสียหายจากการประกอบอาชีพ ค่าเสียหายระหว่างหยุดกิจการ รวมถึงค่าทดแทนสำหรับการขุดบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
ตาลโตนดเมืองเพชร กับบาดแผลจากการ “ผ่าเมือง–ผ่าดงตาล”
บทเรียนจากการศึกษาแนวเส้นทางเดิมเมื่อปี 2557 กลายเป็นข้อกังวลสำคัญของชาว อ.ท่ายาง และ อ.บ้านลาด เนื่องจากแนวเส้นทางเดิมและทางเลือกที่ 2–3 ตัดผ่านใจกลางเขตชลประทานและพื้นที่ดินดี ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูก “ต้นตาลโตนด” พืชสัญลักษณ์และหัวใจของอัตลักษณ์เมืองเพชรบุรี
ชาวบ้านจึงร่วมกันผลักดันให้เลือก “แนวทางเลือกที่ 1” ที่เบี่ยงแนวขึ้นไปทางทิศตะวันตกชิดแนวเชิงเขาและพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายสวนตาลและพื้นที่เกษตรกรรมมูลค่าสูง แม้แนวทางนี้จะต้องใช้งบประมาณก่อสร้างและระยะทางที่เพิ่มขึ้นราว 10 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านมองว่าคุ้มค่ากว่าการแลกด้วยการล่มสลายของพื้นที่เกษตรดั้งเดิม

แผนที่แนวเส้นทางทางเลือกที่ 1 มอเตอร์เวย์ M8 ช่วงปากท่อ ชะอำ
เมื่อถนนมีรั้วกั้น: รอยแยกของ “ทางต้อนวัว” และรถเกี่ยวข้าว
มอเตอร์เวย์เป็นถนนควบคุมการเข้า-ออกอย่างสมบูรณ์ที่มีการล้อมรั้วตลอดแนว ซึ่งอาจกลายเป็น “กำแพงขวางชุมชน” โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงโคในพื้นที่เพชรบุรี–ราชบุรี ที่มีวิถีดั้งเดิมในการต้อนฝูงวัวขึ้นไปแทะเล็มหญ้าบนภูเขาในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงความกังวลเรื่องสัตว์เลี้ยงอาจหลุดเข้าไปในเขตทางจนเกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ เกษตรกรรายย่อยยังสะท้อนถึงการขนย้ายเครื่องจักร เช่น “รถเกี่ยวข้าว” ที่มีขนาดใหญ่ หากออกแบบทางลอดต่ำเกินไปหรือมีจุดกลับรถห่างเกิน 3 กิโลเมตร จะทำให้ต้นทุนและเวลาในการทำการเกษตรพุ่งสูงขึ้นทันที
ด้านทีมออกแบบชี้แจงว่า จะพิจารณาออกแบบโครงสร้างยกระดับในจุดตัดถนนหลักเดิม โดยยกความสูงช่องลอด (Clearance) ไว้ที่ประมาณ 5.50 เมตร (สูงกว่ามาตรฐานกฎหมายที่ 4.30 เมตร) เพื่อให้รถบรรทุกพืชผลและเครื่องจักรการเกษตรผ่านได้สะดวก พร้อมทั้งจัดทำทางข้าม/ทางลอดสำหรับสัตว์เลี้ยงตามแนวเส้นทางเดิม
เขื่อนแก่งกระจาน–เขื่อนเพชร: กลัวคันทางกลายเป็น “เขื่อนกั้นน้ำ” ท่วมทุ่ง
อีกหนึ่งปมใหญ่คือระบบอุทกวิทยา เนื่องจากแนวทางเลือกที่ 1 ต้องพาดผ่านพื้นที่ลุ่มและแนวรับน้ำหลากจากเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนเพชร (เช่น ต.ไร่โคก, ต.ห้วยลึก, ต.บ้านทาน) ชาวบ้านแสดงความกังวลว่า คันทางระดับพื้นดินจะกลายเป็น “คันเขื่อน” ที่กั้นทางไหลของน้ำธรรมชาติ และซ้ำรอยปัญหาน้ำท่วมเหมือนบทเรียนมอเตอร์เวย์สายอีสาน (M6)
- ข้อเรียกร้อง: ขอให้ปรับโครงสร้างเป็น “สะพานบก/ทางยกระดับ” ในจุดที่มีร่องน้ำธรรมชาติหนาแน่น เพื่อให้น้ำหลากไหลผ่านได้ตามธรรมชาติ
- คำชี้แจงจากโครงการ: กรมทางหลวงระบุว่าใช้สถิติอุทกวิทยารอบการเกิดซ้ำ 75 ปีในการออกแบบช่องเปิดและท่อระบายน้ำ และในจุดที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูงหรือตัดผ่านโครงข่ายคลองสำคัญ จะพิจารณาออกแบบเป็นสะพานยกระดับต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ขวางทิศทางน้ำ

ไทม์ไลน์และก้าวต่อไปของ มอเตอร์เวย์ M8
ตามแผนงานที่ระบุไว้ในเอกสาร โครงการ M8 ช่วงปากท่อ–ชะอำ ยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการสำรวจและเปรียบเทียบแนวเส้นทาง
- ปี 2570: คาดว่าจะสรุปแนวเส้นทางที่ชัดเจน และจัดประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2 (ช่วงเดือน ก.พ. 2570) เพื่อแจ้งข้อมูลรายแปลงแก่ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเวนคืน
- ปี 2571: ดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จ
- ปี 2572–2573: ดำเนินการเวนคืนที่ดินและจ่ายค่าทดแทน
- ปี 2574–2577: เริ่มการก่อสร้าง
- ปี 2578–2580: คาดว่าจะสามารถทยอยเปิดให้บริการ
บทสรุปของเวทีกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1 สะท้อนให้เห็นว่า โครงการ M8 ช่วงปากท่อ–ชะอำ ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการประมวลผลความคิดเห็นเพื่อเคาะแนวเส้นทางสุดท้าย สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่เฝ้ารอ จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขความเร็วในการเดินทางสู่ภาคใต้ แต่คือคำตอบว่า “การพัฒนา” จะสามารถเดินไปพร้อมกับการรักษา “ลมหายใจและที่ทำกิน” ของคนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่.
ทีมเฉพาะกิจเขาวังเดลี่รายงาน 15 กันยายน 2569


