‘บ้านปลา’ จากกิ่งไม้และหินถ่วง เสียงสะท้อนของคนหาดเจ้าสำราญในวันที่อ่าวไทยไม่เหมือนเดิม
โดย: ทีมเฉพาะกิจเขาวังเดลี่
พื้นที่รายงาน: หาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
วันที่: 12 กันยายน 2569
เช้าตรู่บนชายหาดเจ้าสำราญ จังหวัดเพชรบุรี เสียงเครื่องยนต์เรือประมงพื้นบ้านสองลำแว่วแข่งกับระลอกคลื่นลม ชายวัยกลางคนและกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ช่วยกันลำเลียงท่อนไม้ไผ่ที่ผูกร้อยด้วยทางมะพร้าว ทางจาก และกิ่ง “ต้นขัดมอน” พร้อมก้อนหินถ่วงน้ำหนักรวม 30 ชุด ลงสู่ท้องทะเลเปิด
กิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการนำ “ซั้งบ้านปลา” แนวปะการังเทียมจากภูมิปัญญาพื้นบ้านลงสู่ทะเล เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งเป็นตัวแทนความหวังขนาดกะทัดรัดของชาวประมงกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ในวันที่ทรัพยากรหน้าบ้านกำลังลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง

1. บริบทวิกฤต จากทะเลที่เคยอุดมสมบูรณ์ สู่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง
ในอดีต ผืนน้ำหน้าหาดเจ้าสำราญและอ่าวไทยตอนบนเคยเป็นแหล่งชุกชุมของสัตว์น้ำเศรษฐกิจนานาชนิด โดยเฉพาะปลาทูและปลากุเลา ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของครอบครัวชาวประมงพื้นบ้าน
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและแรงกดดันทางเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้วิถีประมงพื้นบ้านต้องเผชิญกับข้อจำกัดรอบด้าน
- การลดลงของประชากรสัตว์น้ำ: การจับสัตว์น้ำในปริมาณมากและการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนเติบโตไม่ทัน
- การเปลี่ยนผ่านของแรงงาน: ชาวประมงรุ่นใหม่จำนวนมากหันไปประกอบอาชีพค้าขายหรือรับจ้างทั่วไป ส่งผลให้ผู้ที่ยังคงออกเรือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
- ข้อจำกัดด้านพื้นที่ชายฝั่ง: พื้นที่ชายหาดหลายแห่งเปลี่ยนสภาพเป็นสถานประกอบการท่องเที่ยวและรีสอร์ต ทำให้พื้นที่สำหรับจอดเทียบเรือลดลง ประกอบกับร่องน้ำธรรมชาติและปากคลองตื้นเขิน ทำให้การเข้า-ออกเรือทำได้ยากลำบาก

2. โครงสร้างและการทำงานของ “ซั้งบ้านปลา”
ซั้งบ้านปลาที่เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบนเพชรบุรีจัดทำขึ้น เป็นการผสมผสานวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นเพื่อสร้างระบบนิเวศจำลองใต้น้ำ โดยมีรายละเอียดองค์ประกอบดังนี้
| ส่วนประกอบ | วัสดุที่ใช้ | หน้าที่การทำงานในระบบนิเวศ |
| ส่วนทุ่นลอย | ลำไม้ไผ่ | ทำหน้าที่พยุงโครงสร้างให้อยู่ในแนวดิ่ง และเป็นจุดสังเกตพิกัดเหนือน้ำ |
| ส่วนโครงสร้างพักพิง | ทางมะพร้าว, ทางจาก, ต้นขัดมอน | สร้างความซับซ้อนใต้น้ำ ชะลอความแรงของกระแสน้ำ และเป็นแหล่งเกาะติดของแพลงก์ตอน/ตะไคร่น้ำ |
| ส่วนยึดตรึง | เชือกโพลีเอทิลีนและหินท่อนถ่วง | ตรึงโครงสร้างทั้งหมดให้อยู่กับที่ ไม่ให้ถูกกระแสน้ำพัดพาออกจากแนวอนุรักษ์ |
ซั้งแต่ละชุดถูกนำไปทิ้งไว้ในระดับความลึกประมาณ 3–4 วา (ห่างจากชายฝั่งไม่ไกลนัก) โดยมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ก่อนจะย่อยสลายไปตามธรรมชาติโดยไม่ทิ้งมลพิษไมโครพลาสติก

3. ภาระบนบ่าของ “จิตอาสาหน้าเดิม” และบทบาทของงบอุดหนุนชุมชน
เบื้องหลังภารกิจครั้งนี้ ขับเคลื่อนโดยแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ ทั้ง คุณกสิธาดา คล้อยดี ประธานกลุ่มรักษ์หาดเจ้า นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ร่วมลงแรงเคียงข้างชาวบ้านมาโดยตลอด และ คุณสุชาติ เสือนาค ประธานเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบนเพชรบุรี พร้อมด้วยอาสาสมัครทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อส.ทล.) ซึ่งสะท้อนความจริงของการอนุรักษ์ภาคประชาชนว่า งานฟื้นฟูลักษณะนี้ยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยความทุ่มเทของคนกลุ่มเดิมที่มีใจรักและผูกพันกับผืนทะเล
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก งบอุดหนุนชุมชนชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดยการประสานงานของสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 (ชะอำ) ซึ่งถือเป็นกลไกการกระจายทรัพยากรตรงสู่ชุมชน ให้ประชาชนในพื้นที่มีบทบาทร่วมกำหนดทิศทางการดูแลรักษาทรัพยากรหน้าบ้านของตนเองอย่างแท้จริง

4. เจาะลึกผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชน (Q&A)
Q: ซั้งบ้านปลาช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างไร?
A: เมื่อซั้งจมลงสู่ใต้น้ำ พื้นผิวของกิ่งไม้จะกลายเป็นที่ยึดเกาะของสาหร่ายเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เกิดเป็นห่วงโซ่อาหารขั้นต้น ดึงดูดลูกหมึก ลูกปลาทู และลูกหอยให้เข้ามาหลบภัยจากสัตว์นักล่าและคลื่นลมแรง ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของสัตว์น้ำวัยอ่อนในธรรมชาติ
Q: การใช้วัสดุอินทรีย์อย่าง “ต้นขัดมอน” และทางมะพร้าว ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำหรือไม่?
A: ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในทะเลเปิด เนื่องจากเป็นอินทรียวัตถุธรรมชาติที่มีอัตราการย่อยสลายที่เหมาะสม เมื่อย่อยสลายหมดจะกลายเป็นตะกอนอินทรีย์ที่เป็นอาหารของสัตว์หน้าดิน แตกต่างจากการใช้วัสดุสังเคราะห์อย่างยางรถยนต์หรือพลาสติกที่อาจทิ้งสารเคมีและไมโครพลาสติกสะสม
Q: ซั้งบ้านปลาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชาวประมงพื้นบ้านได้อย่างไร?
A: ประโยชน์โดยตรงคือการช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากชาวประมงเรือเล็กสามารถวางอวนหรือจับสัตว์น้ำได้ในบริเวณแนวซั้งใกล้ชายฝั่ง ไม่จำเป็นต้องแล่นเรือออกไปไกลกลางทะเลลึก ทำให้มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางทะเล
Q: อะไรคือความท้าทายหลักในการรักษาความต่อเนื่องของโครงการลักษณะนี้?
A: ความท้าทายอยู่ที่ “ความต่อเนื่องของกำลังคนและงบประมาณ” เนื่องจากซั้งมีอายุจำกัดเพียง 6–12 เดือน จึงจำเป็นต้องมีการสร้างและเติมใหม่เป็นประจำ หากขาดการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนและขาดแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน ภาระการดูแลจะตกอยู่กับผู้สูงอายุเพียงไม่กี่ราย ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดชะงักในอนาคต

5. สรุปภาพรวมและข้อเสนอแนะ
การวางซั้งบ้านปลาของชุมชนหาดเจ้าสำราญเป็นรูปธรรมของการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน (Community-Based Resource Management) แม้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งหมดได้ในทันที แต่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างแนวกันชนทางนิเวศวิทยา ฟื้นฟูแหล่งอาหาร และรักษาสายสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่นกับผืนทะเลไทยให้คงอยู่ต่อไป.


