ไม่ซ้ำรอย “พัทยา-ภูเก็ต”: เจาะเดิมพัน “หัวหิน-ชะอำ ไมซ์ซิตี้” เมื่อเมืองตากอากาศคลาสสิกขยับตัวชิงเค้กสัมมนาโลก โอกาสใหม่ของชุมชน?
ชะอำ / หัวหิน — ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดของตลาดท่องเที่ยวเชิงธุรกิจหรือไมซ์ (MICE) ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การประกาศรับรอง “หัวหิน-ชะอำ ไมซ์ซิตี้” ให้ก้าวขึ้นเป็นเมืองไมซ์ลำดับล่าสุดของไทย ไม่ได้เป็นเพียงการขยับเชิงนโยบายตามวาระของภาครัฐ หากแต่คือการเดิมพันเชิงโครงสร้างของสองจังหวัดริมอ่าวไทย ที่กำลังแสวงหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ นอกเหนือจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
การเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน (ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี) ทำให้ “หัวหิน-ชะอำ” กลายเป็นหนึ่งใน 6 พื้นที่ใหม่ร่วมกับกระบี่ เชียงราย นครศรีธรรมราช ระยอง และอุบลราชธานี ที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน 8 ด้าน 32 ตัวชี้วัดของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีเมืองไมซ์รวมแล้ว 16 แห่ง
ทว่าคำถามสำคัญคือ เมืองคู่แฝดต่างเขตปกครองอย่างเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ จะวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองอย่างไรในสมรภูมิที่มี “พัทยา” และ “ภูเก็ต” ยึดหัวหาดอยู่ก่อนแล้ว และเม็ดเงินจากห้องประชุมหรูจะไหลลงสู่กระเป๋าชาวบ้านริมหาดและคนทำตาลโตนดจริงหรือไม่?

หนีเงา “แสงสี-แมสทัวริซึม”: ทำไมต้องเป็น หัวหิน-ชะอำ ไมซ์ซิตี้สายสุขภาวะและอาหาร?
หากมองดูเมืองไมซ์ชายทะเลดั้งเดิม พัทยาเติบโตจากการเป็นศูนย์ประชุมขนาดใหญ่รองรับงานเอ็กซิบิชันเชิงอุตสาหกรรม ขณะที่ภูเก็ตเน้นการเป็นเกาะสากลรองรับอีเวนต์ลักชัวรีระดับโลก ทว่าหัวหินและชะอำมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และผังเมือง จึงจำเป็นต้องชูจุดขายที่แตกต่างผ่านแนวคิด “5 Senses. One Destination. – 5 สัมผัส หนึ่งจุดหมาย”
นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชี้ให้เห็นถึงการปรับโพสิชันนิงของหัวหินว่า
“จุดแข็งเหล่านี้ทำให้หัวหินสามารถต่อยอดจาก ‘เมืองพักผ่อน’ ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ไปสู่ ‘จุดหมายไมซ์ด้านสุขภาวะ’ ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ ซึ่งต้องการผสมผสานการเดินทางเพื่อธุรกิจ การประชุม การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพไว้ในประสบการณ์เดียวกัน
”
ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ยังเน้นย้ำถึงมรดกราชสกุลและวัฒนธรรม (Royal Heritage) อย่างสถานีรถไฟหัวหินและวังไกลกังวล ควบคู่ไปกับประสบการณ์รองรับงานอีเวนต์ระดับนานาชาติ เช่น Hua Hin International Jazz Festival และ Hua Hin Spartan Race
ขณะที่ทางฟากฝั่งเมืองขนมหวานและอาหาร นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นำเสนอจุดแข็งในฐานะที่เพชรบุรีเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านอาหาร (UNESCO Creative City of Gastronomy) มาตั้งแต่ปี 2564 โดยชี้ว่า
“ความโดดเด่นด้านอาหารของเพชรบุรีเกิดจากทั้งวัตถุดิบท้องถิ่น ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมอาหารที่สั่งสมมายาวนาน ตั้งแต่น้ำตาลโตนด เกลือสมุทร อาหารทะเล ไปจนถึงอาหารและขนมพื้นถิ่น สิ่งเหล่านี้สามารถต่อยอดจาก ‘ของดีของเมือง’ ให้กลายเป็น ‘ประสบการณ์ด้านอาหารสำหรับนักเดินทางไมซ์’ ทั้งมื้ออาหารพิเศษที่รังสรรค์โดยเชฟ กิจกรรมเรียนรู้และลงมือทำอาหาร ตลอดจนการเชื่อมโยงนักเดินทางกับเกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และชุมชนโดยตรง
”
นอกจากนี้ รองผู้ว่าฯ เพชรบุรี ยังยกตัวอย่างประวัติศาสตร์พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในผืนป่ามรดกโลกแก่งกระจาน ที่จะทำให้ประสบการณ์ไมซ์ของสองจังหวัดครอบคลุมทั้งทะเล ภูเขา และป่าธรรมชาติ

“เค้กไมซ์” จะตกถึงชาวบ้าน หรือกระจุกตัวแค่โรงแรม 5 ดาว?
ในเชิงตัวเลข นักเดินทางกลุ่มไมซ์มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 2–3 เท่า และช่วยอุดช่องว่างช่วงวันธรรมดา (Low Season) ได้ดี ทว่าในโลกความเป็นจริง ข้อกังขาของคนในพื้นที่มักหนีไม่พ้นเรื่อง “การกระจายรายได้”
งานประชุมระดับนานาชาติส่วนใหญ่มักถูกออกแบบให้เป็น “ระบบปิด” — ผู้เข้าร่วมประชุมนอนโรงแรมหรูริมหาด รับประทานอาหารจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์จากครัวกลางของโรงแรม และเดินทางด้วยรถตู้ปรับอากาศส่วนตัว ทำให้แทบไม่มีเม็ดเงินเล็ดลอดออกสู่ร้านค้าริมทาง วินมอเตอร์ไซค์ หรือตลาดสด
โจทย์นี้จึงเป็นบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ของ นางวันเพ็ญ มังศรี ที่ย้ำไว้ชัดเจนว่า
“สำหรับเพชรบุรี การเป็นเมืองไมซ์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวนงานหรือจำนวนนักเดินทาง แต่คือการนำไมซ์มาเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้พื้นที่… เมื่อมีงานเกิดขึ้น โรงแรม ร้านอาหาร เกษตรกร ผู้ผลิตสินค้า ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจเดียวกัน เกิดทั้งรายได้ การจ้างงาน และการพัฒนาสินค้าและบริการ
”
หากทีเส็บและสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวต้องการทำให้คำสัญญานี้เป็นจริง เมนูอาหารในโรงแรมหรูต้องระบุแหล่งที่มาว่าใช้น้ำตาลโตนดจากบ้านลาด เกลือสมุทรจากบ้านแหลม หรืออาหารทะเลสดจากเรือประมงพื้นบ้านชะอำ ไม่ใช่การสั่งซื้อวัตถุดิบแช่แข็งจากซัพพลายเออร์ส่วนกลาง รวมถึงโปรแกรมทัศนศึกษาต้องพากลุ่มสัมมนาเข้าไปทำกิจกรรมในชุมชนอย่างทั่วถึง เหมือนเช่นที่เคยทดลองทำในงานประชุม PATA Destination Marketing Forum 2024 (PDMF 2024) ที่ชะอำ
ด่านทดสอบ: ข้ามเขตแดนการปกครอง และกับดักโครงสร้างพื้นฐาน
อีกความท้าทายที่น่าจับตาคือ “การบริหารข้ามเขตจังหวัด”
ในทางกายภาพ ชะอำและหัวหินต่อกันเป็นผืนเดียวจนแทบแยกไม่ออก แต่ในทางราชการ ทั้งสองเมืองอยู่คนละจังหวัด (เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์) การตั้งคณะทำงานร่วมกันผ่าน 5 ยุทธศาสตร์การพัฒนา (Market, Product, People, Infrastructure, Process) ตามที่ นางสาวปาริฉัตร เศวตเศรนี ผู้อำนวยการสำนักภาคกลางและภาคตะวันออก ทีเส็บ ระบุไว้นั้น จะราบรื่นเพียงใดเมื่อต้องเผชิญกับระเบียบงบประมาณที่แยกส่วน
นอกจากนี้ การรองรับผู้เข้าร่วมงานไมซ์ยังต้องอาศัย
- การคมนาคมที่ไร้รอยต่อ: แม้จะมีรถไฟรางคู่และโครงข่ายถนน แต่ระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟ สนามบินหัวหิน และโรงแรมในชะอำ-หัวหิน ยังคงจำกัดและมีต้นทุนสูง
- ภาพลักษณ์สิ่งแวดล้อม: หัวหินอาจเคยติด Green Destinations Top 100 Stories จากโครงการธนาคารปู แต่การรักษาความสะอาดของชายหาด การบำบัดน้ำเสีย และการจัดระเบียบพื้นที่ชายฝั่ง ยังเป็นโจทย์เรื้อรังที่ผู้จัดงานระดับโลกใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ
การถือกำเนิดของ “หัวหิน-ชะอำ ไมซ์ซิตี้” สะท้อนให้เห็นว่า เมืองพักผ่อนชายทะเลแบบเดิมกำลังหมดมนต์ขลังในแง่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด

หากทั้งสองจังหวัดสามารถประสานผลประโยชน์ เชื่อมของดีในชุมชนเข้ากับห้องประชุมระดับไฮเอนด์ได้จริง โมเดลนี้อาจกลายเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่เมืองอื่นต้องจับตา แต่หากทำได้เพียงจัดงานเปิดตัวและติดป้ายสัญลักษณ์ รายได้ก้อนโตจากไมซ์ก็คงหนีไม่พ้นการหมุนเวียนอยู่แค่ในกลุ่มทุนโรงแรมใหญ่ ทิ้งให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นเพียงฉากหลังของการโปรโมตเช่นเดิม.


