ภาพมุมสูงแนวอาคารริมหาดหัวหิน ถนนนเรศดำริห์ ถึงสะพานปลา จุดข้อพิพาทรื้ออาคารริมหาดหัวหิน

วิวาทะรื้ออาคารริมหาดหัวหิน กสม. สั่งถกปิดลับ-งดถ่ายทอดสด เทศบาลฯ ยันเดินหน้าบังคับคดีหลังชาวบ้านปฏิเสธเซ็นขยายเวลา

การประชุมติดตามกรณีการรื้อถอนอาคารรุกล้ำชายหาดหัวหินตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 ที่ สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม หลังจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร้องขอให้ยุติการถ่ายทอดสด และเชิญผู้สังเกตการณ์ออกจากห้องประชุม ขณะที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่นยืนยันเดินหน้ารื้อถอนตามคำสั่งศาลทันที หลังชาวบ้านไม่ยอมลงนามในข้อตกลงขยายเวลาผ่อนผัน

ข้อพิพาทดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณแนวชายหาดตั้งแต่สะพานปลาหัวหินถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม ถนนนเรศดำริห์ ซึ่งเดิมเทศบาลนครหัวหินกำหนดเริ่มกระบวนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในวันที่ 16 ต.ค. โดยวางกรอบเวลาดำเนินการไว้รวม 120 วัน ทว่าต้องชะลอลงชั่วคราว หลัง กสม. ส่งหนังสือด่วนที่สุดขอความร่วมมือระงับการบังคับรื้อถอนไว้ก่อน เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้ครอบครองอาคารว่าอาจได้รับผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและอาชีพโดยไร้มาตรการเยียวยารองรับ

บรรยากาศการประชุมติดตามการรื้ออาคารริมหาดหัวหิน ณ สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน
บรรยากาศการประชุมติดตามการรื้ออาคารริมหาดหัวหิน ณ สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน

เบื้องหลัง กสม. สั่งถกปิดลับปมรื้ออาคารริมหาดหัวหิน

น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กสม. และ พ.อ.พรรณพัชร์ สิทธิศักดิ์ รอง ผวจ.ประจวบฯ ร่วมประชุมปมรื้ออาคารริมหาดหัวหิน
น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กสม. และ พันจ่าเอก พรรณพัชร์ สิทธิศักดิ์ รอง ผวจ.ประจวบฯ ร่วมประชุมปมรื้ออาคารริมหาดหัวหิน

ในการประชุมซึ่งมี พันจ่าเอก พัณณ์ภัสส์ สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน, อัยการ และส่วนราชการเข้าร่วม ทางเทศบาลได้จัดเตรียมสัญญาณถ่ายทอดสด (Live) ทางสื่อสังคมออนไลน์ตามที่นัดหมายประชาชนไว้ล่วงหน้า

แต่หลังจากเปิดการประชุมได้ไม่นาน น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แจ้งขอความร่วมมือให้ปิดสัญญาณถ่ายทอดสด รวมถึงขอให้อุปกรณ์บันทึกภาพ โทรศัพท์มือถือ สื่อมวลชน และประชาชนออกจากห้องประชุม

น.ส.ศยามล ให้เหตุผลว่า การซักถามข้อเท็จจริงจำเป็นต้องระบุถึงข้อมูลและรายชื่อผู้ร้องเรียนจำนวน 19 ราย จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดห้ามเปิดเผยข้อมูลระบุตัวตนของผู้ร้องระหว่างการตรวจสอบ รวมถึงต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของผู้ร้อง

แม้ นายนพพร นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จะพยายามทักท้วงกลางที่ประชุมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนทั้งในพื้นที่ ทั่วประเทศ และต่างประเทศให้ความสนใจ และที่ผ่านมาเคยถ่ายทอดสดเพื่อความโปร่งใสมาโดยตลอด แต่สุดท้ายสัญญาณการถ่ายทอดสดก็ต้องตัดจบลง ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ตามมา โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางส่วนตั้งคำถามถึงอำนาจหน้าที่ของ กสม. ตามมาตรา 39 (1) ของกฎหมาย กสม. เอง ว่าสามารถรับเรื่องที่มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแล้วมาพิจารณาได้หรือไม่

กสม. ยันไม่ก้าวล่วงศาล แต่มุ่งตรวจกระบวนการรัฐ

ภายหลังการประชุม น.ส.ศยามล ชี้แจงถึงข้อจำกัดทางกฎหมายว่า กสม. ตระหนักดีและไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบประเด็นที่ศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ทั้งเรื่องการพิสูจน์สิทธิครอบครองในที่ดินของรัฐ และคำสั่งรื้อถอนตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร

สิ่งที่ กสม. เข้ามาตรวจสอบคือ “กระบวนการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ” ว่าเป็นไปตามวิธีพิจารณาคดีปกครองหรือไม่ มีการแจ้งเตือนและปิดประกาศให้ผู้ได้รับผลกระทบทราบล่วงหน้าตาม
กรอบเวลาหรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาควบคู่ไปกับมิติประวัติศาสตร์ชุมชนและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เกิดมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสงวนรักษาพื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไว้ให้ประชาชนส่วนรวมได้ใช้ประโยชน์

ด้านพันจ่าเอก พัณณ์ภัสส์ สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า จากการรับฟังข้อมูล ยังไม่พบว่ามีหน่วยงานใดปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อระเบียบแบบแผนของทางราชการ ส่วนข้อร้องเรียนเรื่องการโอนงบประมาณของเทศบาลนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นที่สามารถกระทำได้หากเป็นภารกิจจำเป็นเร่งด่วน

ข้อตกลงไม่บรรลุผล ท้องถิ่นเดินหน้ารื้อถอนตามคำสั่งศาล

นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน ในการประชุมรื้ออาคารริมหาดหัวหิน

จุดเปลี่ยนสำคัญของการประชุมเกิดขึ้นเมื่อที่ประชุมร่วมระหว่าง กสม. และจังหวัด มีความเห็นตรงกันว่า ควรเสนอขยายเวลาผ่อนผันการรื้อถอนให้แก่ผู้ครอบครองอาคารออกไปจนถึงวันที่ 22 พ.ย. 2569

นายนพพร เปิดเผยว่า ทางเทศบาลยอมรับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ครอบครองอาคารทั้งหมดจะต้องลงลายมือชื่อยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะย้ายออกตามกำหนด แต่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ครอบครองอาคารปฏิเสธที่จะลงนาม

เมื่อไม่มีการลงนามยินยอม เทศบาลจึงไม่สามารถดำเนินการตามแนวทางผ่อนผันได้ และจำเป็นต้องยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ถึงที่สุดแล้ว โดยไม่สามารถละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

นายกเทศมนตรีนครหัวหิน ระบุทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้จะประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง การไฟฟ้า ที่ดินจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำกำลังร่วมกับผู้รับจ้างเข้าดำเนินการรื้อถอนอาคารทันทีตามสัญญาจ้าง 120 วัน เพื่อเร่งคืนพื้นที่ชายหาดสาธารณะให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด.

บทความยอดนิยม

ติดตามเรา

ค้นพบเพิ่มเติม
กำลังโหลดเนื้อหา...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง