เบรกเกม ‘ล่าปลายักษ์’ เขื่อนแก่งกระจาน ชุมชนสั่งพักน้ำสกัดปลาล้นตลาด ปกป้องราคาพรีเมียมสูงกว่าตลาดไทเกือบเท่าตัว
กลุ่มประมงพื้นบ้านเขื่อนแก่งกระจานประกาศสั่งหยุดจับปลาบึก “ช่วงที่ 1” ชั่วคราว กำหนดให้ชาวประมงเก็บอวนขึ้นทั้งหมดในเช้าวันพรุ่งนี้ (19 ต.ค.) หวังคุมซัพพลายไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนถูกกดราคา หลังเปิดฤดูกาลเพียงไม่กี่วันกวาดผลผลิตทะลุ 1.7 ตัน ดันราคาเฉลี่ยหน้าเขื่อนพุ่งแตะ 126 บาท/กก. สูงกว่าราคาขายส่งกลางตลาดไทเกือบเท่าตัว ควบคู่การตรวจดีเอ็นเอและกติกาเข้ม “จับ 1 ปล่อย 100”
การทำประมงปลาบึกยักษ์ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กำลังถูกสั่ง “กดปุ่มหยุดพักชั่วคราว” ด้วยกลไกตลาดที่ขับเคลื่อนโดยพลังประชาคมของชาวบ้านในพื้นที่เอง
วันนี้ (18 ต.ค. 2569) นายบุญแรม รอดภัย ประธานกลุ่มผู้ทำการประมงปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ได้ออกประกาศด่วนแจ้งให้ชาวประมงพื้นบ้านที่ลงทะเบียนทั้งหมด เร่งเก็บกู้อวนปลาบึกขึ้นจากผิวน้ำภายในเวลา 09.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (19 ต.ค.) โดยคณะกรรมการกลุ่มจะลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในเวลา 18.00 น. ซึ่งหากตรวจพบผู้ลักลอบลงอวนในช่วงปิดพักน้ำ จะมีบทลงโทษตามระเบียบมติชุมชนอย่างเด็ดขาด
พักน้ำสกัดปลาบึกเขื่อนแก่งกระจานล้นตลาด ชุมชนคุมเกมเศรษฐศาสตร์
การตัดสินใจสั่งปิดจับ “ช่วงที่ 1” เกิดขึ้นหลังจากเปิดฤดูกาลล่าปลายักษ์มาตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยเพียง 48 ชั่วโมงแรก มีรายงานการจับปลาบึกได้แล้วถึง 15 ตัว น้ำหนักรวม 1,760 กิโลกรัม
- ตัวที่เล็กที่สุดหนัก 57 กิโลกรัม
- ตัวที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 178 กิโลกรัม
- คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายหมุนเวียนเบื้องต้น 222,740 บาท
นายบุญแรม ระบุว่า การแบ่งช่วงเวลาจับปลาออกเป็น 2 ช่วง มีเป้าหมายสำคัญเพื่อบริหารจัดการปริมาณผลผลิต (Supply) ให้สอดรับกับความต้องการของตลาด หากปล่อยให้ลงอวนต่อเนื่องจนปริมาณปลาขนาดใหญ่ทะลักออกสู่ตลาดพร้อมกันมากเกินไป จะเปิดช่องให้พ่อค้าคนกลางฉวยโอกาสกดราคารับซื้อลง การสั่งพักน้ำรอบแรกจึงเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจการต่อรองของชาวประมง ก่อนที่จะมีการประชุมประชาคมเพื่อเปิดจับ “ช่วงที่ 2” เมื่อราคาตลาดและความพร้อมเอื้ออำนวย
เจาะโครงสร้างราคา เทียบราคาหน้าเขื่อน vs ตลาดไท
เมื่อนำตัวเลขมูลค่าการซื้อขายหน้าเขื่อนแก่งกระจานรอบนี้มาคำนวณ พบว่ามีราคาเฉลี่ยรับซื้อหน้าเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 126.55 บาทต่อกิโลกรัม
ทว่า เมื่อสำรวจฐานข้อมูลราคาสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำขายส่งในตลาดกลางสำคัญอย่าง ตลาดไท (ข้อมูล ณ เดือน ต.ค. 2569) พบว่า ราคาขายส่งปลาบึกทั่วไปเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 60 – 80 บาทต่อกิโลกรัม เท่านั้น
ความต่างของราคาที่สูงกว่าตลาดกลางเกือบเท่าตัว ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของกลุ่มสินค้า:
- ราคาตลาดไท (60–80 บาท/กก.): มักเป็นปลาบึกบ่อเลี้ยงเชิงพาณิชย์ หรือปลาบึกลูกผสมขนาดบริโภคทั่วไป (10–30 กิโลกรัม)
- ราคาหน้าเขื่อนแก่งกระจาน (เฉลี่ย ~126 บาท/กก.): เป็น “ปลาบึกธรรมชาติยักษ์” ขนาดตัวระดับ 50 ถึงเกือบ 200 กิโลกรัม ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องรสสัมผัส คุณภาพเนื้อที่ไม่เหม็นสาบโคลน และมีมูลค่าสูงในการนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์หรือกระจายสู่ร้านอาหารชื่อดัง
ส่วนต่างราคาดังกล่าวคือเหตุผลหลักที่กลุ่มประมงต้องชิงสั่ง “พักน้ำ” เพราะหากปริมาณปลาบึกยักษ์ล้นตลาดจนควบคุมไม่ได้ ราคาหน้าเขื่อนอาจถูกบีบให้ร่วงลงไปแตะระดับราคาตลาดส่งทั่วไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของชาวประมงพื้นบ้านโดยตรง
วิทยาศาสตร์ควบคู่กติกาเหล็ก “จับ 1 ปล่อย 100”

นอกเหนือจากการคุมกลไกราคา เทศกาลจับปลาบึกประจำปี 2569 ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกับหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน และศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี โดยวางกติกาเข้มงวดเพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศ:
- สิทธิ์เฉพาะคนในพื้นที่: อนุญาตเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านที่ถือบัตร ทบ.3 และผ่านการลงทะเบียนเพียง 16 รายเท่านั้น โดยต้องพกบัตรยืนยันตัวตนติดตัวขณะลงเรือตลอดเวลา
- คัดขนาดด้วยอวนตา 50 ซม.: บังคับใช้อวนขนาดใหญ่พิเศษตาห่างตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อเปิดทางให้ปลาขนาดเล็กและขนาดกลางรอดไปเติบโตขยายพันธุ์
- เพดานจับทั้งฤดูกาล: กำหนดโควตาจับรวมกันไม่เกิน 50 ตัว หากครบตามจำนวนจะปิดฤดูกาลทันที
- พันธะสัญญา “จับ 1 ปล่อย 100”: ผู้ที่จับปลาบึกได้ 1 ตัว มีข้อผูกพันต้องปล่อยลูกพันธุ์ปลาบึกคืนสู่เขื่อนจำนวน 100 ตัว เพื่อฟื้นฟูประชากรในธรรมชาติอย่างยั่งยืน
- เก็บข้อมูลจีโนมหน้างาน: ทันทีที่นำปลาขึ้นฝั่ง ทีมวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำฯ จะเข้าวัดสัดส่วนลำตัว ใช้ท่อตรวจสอบความพร้อมของเซลล์สืบพันธุ์ พร้อมตัดตัวอย่างชิ้นส่วนเนื้อเยื่อบรรจุลงหลอดทดลอง (Microcentrifuge tube) นำไปตรวจวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมในห้องแล็บ ป้องกันปัญหาการเพาะพันธุ์เลือดชิดในการปล่อยลูกปลาชุดใหม่
- ปันรายได้เข้าชุมชน: รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายปลาจะถูกหักสมทบเข้ากองทุนประมง นำไปบำรุงวัด โรงเรียน และพัฒนาสาธารณประโยชน์ในหมู่บ้าน
ย้อนรอย 4 ทศวรรษ จากปลาปล่อยกรมประมง สู่ประเพณีปลายักษ์แก่งกระจาน

เดิมที “ปลาบึก” ไม่ใช่สัตว์น้ำประจำถิ่นลุ่มน้ำเพชรบุรี แต่เป็นปลาประจำถิ่นแม่น้ำโขง จุดเริ่มต้นในเขื่อนแก่งกระจานย้อนกลับไปในปี 2528 หลังกรมประมงประสบความสำเร็จในการผสมเทียมปลาบึกเป็นครั้งแรกของโลก จึงได้นำลูกพันธุ์มาทดลองปล่อยลงสู่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ลูกปลาเหล่านั้นเติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่น้ำจืดน้ำหนักนับร้อยกิโลกรัม จนเกิดการรวมกลุ่มจัด “เทศกาลจับปลาบึก” ปีละครั้งในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพื่อหมุนเวียนใช้ประโยชน์และคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ก่อนจะพัฒนาสู่การวางกติกาประชาคมและสูตรอนุรักษ์ “จับ 1 ปล่อย 100” เพื่อส่งต่ออาชีพและรักษาสมดุลธรรมชาติไว้ร่วม 40 ปี
ประกาศหยุดจับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของการประมงชุมชนยุคใหม่ ที่ไม่ได้อาศัยเพียงเรี่ยวแรงในการล่าปลายักษ์ แต่เป็นการประสานงานระหว่าง “ภูมิปัญญาท้องถิ่น – งานวิจัยวิทยาศาสตร์ – และกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์ตลาด” เพื่อรักษาสมดุลทั้งปากท้องและระบบนิเวศไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน.


