ซ้อมแผนระงับเหตุไฟไหม้รถ EV ด้วยผ้าคลุมดับเพลิง ปภ. เพชรบุรี

เพชรบุรีซ้อมรับมือ “ไฟไหม้รถ EV” โจทย์ใหม่ที่น้ำธรรมดาเอาไม่อยู่

ในวันที่กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด ถนนเพชรเกษมและเส้นทางมุ่งสู่ชะอำ หัวหิน กลายเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีรถยนต์ไฟฟ้าสัญจรหนาแน่นที่สุดสายหนึ่งของประเทศ ทว่าภายใต้การเดินทางที่ไร้มลพิษ กำลังมีความท้าทายใหม่ด้านความปลอดภัยซ่อนอยู่ โดยเฉพาะกรณี ไฟไหม้รถ EV ที่วิธีการดับเพลิงแบบเดิมไม่สามารถรับมือได้

วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ห้องภูมินทร์ อาคารศรีพิทยปัญญา วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี นายนพดล คำนึงเนตร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบุรี พร้อมทีมงาน ได้ขับเคลื่อนโครงการซ้อมเข้มหลักสูตร “การระงับเหตุเพลิงไหม้ยานยนต์ไฟฟ้า EV” โดยมี ร.ต.ท.โท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ตอบโต้ภัยพิบัติจังหวัดราชบุรี และศูนย์ ปภ. เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อระดมฝ่ายปกครอง กู้ภัย และตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าฝึกปฏิบัติจริงเพื่อรับมือกับคุณลักษณะเฉพาะของ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังทำไมเหตุ ไฟไหม้รถ EV ถึงดับยากกว่ารถน้ำมัน?

ความยากของการดับเพลิงยานยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ปรากฏการณ์ Thermal Runaway (ปฏิกิริยาลูกโซ่ความร้อนสะสม) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเซลล์แบตเตอรี่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือระบบลัดวงจร

  • การผลิตออกซิเจนในตัวเอง: ปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ลิเธียมไอออนจะคายความร้อนและก๊าซติดไฟพร้อมออกซิเจนออกมา ทำให้เปลวไฟลุกไหม้ต่อเนื่องได้เองแม้จะตัดอากาศภายนอก
  • ปริมาณน้ำหล่อเย็นมหาศาล: การระงับเหตุ ไฟไหม้รถ EV ไม่ใช่แค่การดับเปลวไฟ แต่คือการ “ลดอุณหภูมิแกนแบตเตอรี่” ซึ่งอาจต้องใช้น้ำหล่อเย็นต่อเนื่องหลายหมื่นลิตร ต่างจากรถน้ำมันทั่วไปที่ใช้น้ำเพียงหลักร้อยถึงพันลิตร
  • ความเสี่ยงปะทุซ้ำ (Re-ignition): แบตเตอรี่ที่ดูเหมือนดับสนิทแล้ว สามารถกลับมาลุกไหม้ซ้ำได้อีกในอีกหลายชั่วโมงหรือหลายวัน หากความร้อนสะสมภายในยังไม่ลดต่ำลง

“เมืองท่องเที่ยวและทางผ่าน” ความเสี่ยงเฉพาะตัวของเพชรบุรี

ร.ต.ท. ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ชี้ให้เห็นว่า เพชรบุรีเป็นทั้งจุดหมายปลายทางยอดนิยมและประตูสู่ภาคใต้ ปริมาณรถ EV ของนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรที่ไหลเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน

จุดตัดสำคัญจึงอยู่ที่ “หน่วยเผชิญเหตุเบื้องต้น” ในระดับอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมักเป็นด่านแรกที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุก่อนหน่วยงานเฉพาะทาง การฝึกทักษะประเมินสถานการณ์ ควันพิษ และระยะปลอดภัยจึงเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตาย

ข้อแนะนำเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินบนท้องถนน

สำหรับประชาชนและผู้ขับขี่ หากพบความผิดปกติ เช่น มีกลิ่นไหม้เคมี ควันสีขาวพวยพุ่งจากใต้ท้องรถ หรือเกิดอุบัติเหตุกระแทกอย่างรุนแรง:

  • อพยพออกห่างทันที: ทิ้งระยะห่างจากตัวรถอย่างน้อย 15–30 เมตรขึ้นไปทางเหนือลม เพื่อหลีกเลี่ยงควันพิษจำพวกไฮโดรเจนฟลูออไรด์
  • ห้ามใช้น้ำถังขนาดเล็กราด: ถังดับเพลิงเคมีแห้งขนาดพกพาไม่สามารถหยุดปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่ได้
  • แจ้งสายด่วนฉุกเฉิน: โทรแจ้ง 199 หรือ 1784 พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่าเป็น “รถยนต์ไฟฟ้า” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมชุดอุปกรณ์เฉพาะทาง

ปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัย

โจทย์สำคัญของประเทศในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นยอดขายหรือตั้งสถานีชาร์จ แต่คือการกระจายอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น ผ้าคลุมดับเพลิง (Fire Blanket), กล้องตรวจจับความร้อน และหัวฉีดหล่อเย็นใต้ท้องรถ ไปยังหน่วยกู้ภัยท้องถิ่นให้ทั่วถึง เพื่อให้ความปลอดภัยสาธารณะเดินหน้าทันความเร็วของนวัตกรรมบนท้องถนนอย่างแท้จริง

ในขณะที่นโยบายรัฐเดินหน้าผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง งบประมาณและอุปกรณ์ระงับเหตุฉุกเฉินสำหรับหน่วยกู้ภัยระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ จะตามทันความเร็วของนวัตกรรมบนท้องถนนได้มากน้อยเพียงใด.

ขอบคุณภาพ: สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบุรี (ปภ.เพชรบุรี)

บทความยอดนิยม

ติดตามเรา

ค้นพบเพิ่มเติม
กำลังโหลดเนื้อหา...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง