รายงานพิเศษ: “คนริเริ่มมักถูกมองเหมือนคนบ้า” ถอดบทเรียนท่องเที่ยวชุมชนอัมพวา สู่เดิมพัน “คาร์บอนต่ำ” ของเพชรบุรี
เมื่อกระแสการท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่กลายเป็นกติกาใหม่ของการค้าและการเดินทาง ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของสองจังหวัดเพื่อนบ้านอย่าง เพชรบุรี และ สมุทรสงคราม จึงเริ่มขยับตัวจับมือร่วมกัน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบริการสู่มาตรฐาน “ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Tourism) ปูทางผลักดันเมืองเพชรสู่การเป็นศูนย์กลางเมืองประชุมสัมมนาระดับสากล หรือ “ไมซ์ซิตี้” (MICE City)

เดิมพัน ‘ปรับ-ลด-ชดเชย’ เงื่อนไขใหม่ตลาดไมซ์
นายสายัณต์ สิทธิโชคธรรม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรีและนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี นำผู้ประกอบการกว่า 50 ราย ร่วมเวทีสัมมนาและศึกษาดูงาน ณ โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ จ.สมุทรสงคราม เพื่อติดอาวุธองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่ภาคธุรกิจ
โจทย์หลักของภาคเอกชนในเวลานี้ คือการทำความเข้าใจเกณฑ์การ “ปรับ-ลด-ชดเชย” ก๊าซเรือนกระจก เพื่อขอรับใบรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Certificate) ซึ่งกลายเป็นเกณฑ์คัดกรองสำคัญของกลุ่มลูกค้าองค์กรและผู้จัดงานประชุมระดับนานาชาติ ที่กำหนดมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเข้มงวด

“เริ่มจาก 30% แรก” ถอดสูตรขับเคลื่อนท่องเที่ยวชุมชน
ในวงเสวนาแลกเปลี่ยน ปัญหาคลาสสิกที่ผู้ประกอบการเพชรบุรีสะท้อนออกมาตรงกันคือ จะเริ่มต้นอย่างไรให้ชุมชนเห็นภาพและก้าวตามทัน?
นายชัยวิทย์ เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม ชี้ว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ย่ำอยู่กับที่
“ททท. ยุคนี้เน้นบทบาทการตลาดและประชาสัมพันธ์ ถ้าชุมชนหยุดพัฒนา เราก็หมดหน้าที่ที่จะช่วยขาย ชุมชนต้องหาจุดขายใหม่ สร้างมาตรฐานจนได้รับรางวัลการันตีอย่าง Tourism Awards เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดใหญ่”
ขณะที่ ร.ท.พัชโรดม อุนสุวรรณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม ให้มุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า การขับเคลื่อนท่องเที่ยวชุมชนโดยภาครัฐที่ล้มเหลวกว่า 90% เกิดจากการใช้เงินนำทาง แทนที่จะสร้างจากความเข้มแข็งภายใน
“คนริเริ่มมักถูกมองเหมือนคนบ้า เพราะคนในพื้นที่ยังไม่เห็นตัวเงิน ในชุมชน 100 คน อาจมีคนค้านเสียงดัง 20 คน อีก 50 คนรอดูท่าที อย่าเพิ่งไปสนใจเสียงค้าน ให้มองหา 30 คนแรกที่พร้อมลุยก่อน ถ้ากลุ่มนี้ทำสำเร็จ อีก 50 คนจะตามมาเอง แล้วเสียงค้าน 20 คนนั้นจะเงียบไป”
ร.ท.พัชโรดม ย้ำว่า การท่องเที่ยวชุมชนไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของคนรุ่นนี้ แต่คือการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่เพื่อให้คนรุ่นลูกหลานมีโอกาสกลับมาทำงานที่บ้านเกิด โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองใหญ่

บทเรียน ‘บ้านบางพลับ’ จากแก้ลำพ่อค้าคนกลาง สู่เกษตรอินทรีย์ 21 ฐานเรียนรู้
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการลงพื้นที่ คือการถอดรหัสความสำเร็จที่ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านบางพลับ อ.บางคนที นำโดย นายสมทรง แสงตะวัน ประธานศูนย์ฯ อดีตคุณครูผู้พลิกฟื้นสวนส้มโอขาวใหญ่มากว่า 50 ปี
จุดเริ่มต้นของบางพลับเกิดจากการที่ชาวบ้านต่างคนต่างทำจนถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา นายสมทรงจึงชักชวนรวมกลุ่มเกษตรกร ปรับเปลี่ยนสู่การทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี ยกระดับส้มโอขาวใหญ่จนสามารถให้ผลผลิตได้ปีละ 4 ครั้ง และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ขยายเครือข่ายไปแล้ว 18 กลุ่มทั่วทั้งจังหวัด
จากแหล่งเรียนรู้ดินและพืช พัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีฐานเรียนรู้มากถึง 21 ฐาน นำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาผสานกับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การทำ “ผลไม้กลับชาติ” (การนำเปลือกส้มโอและผลไม้เหลือทิ้งมาแปรรูป) ช่วยลดขยะและตัดวงจรการปล่อยคาร์บอนในภาคเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหัวใจหลักคือ ความโปร่งใส ความยุติธรรม และการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน

เชื่อมสองเมือง หนุนรากฐานเศรษฐกิจยั่งยืน
การขยับตัวร่วมกันระหว่างเพชรบุรีและสมุทรสงครามในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่เป็นการเชื่อมโยงศักยภาพของสองพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ:
- เพชรบุรี: ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โรงแรม การเป็นเมืองไมซ์ และอัตลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (UNESCO City of Gastronomy)
- สมุทรสงคราม: ต้นแบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม วิถีเกษตรอินทรีย์ และความเข้มแข็งของชุมชนฐานราก
การผลักดันการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำจึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่สมดุล ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับทั้งสองลุ่มน้ำในระยะยาว.
ทีมข่าวเขาวังเดลี่รายงาน


