เจ้าหน้าที่พาณิชย์เพชรบุรีลงพื้นที่ตรวจ ราคาผัก เทศกาลกินเจ เพชรบุรี

พาณิชย์เพชรบุรีตรวจเข้ม 4 อำเภอ สกัดพ่อค้าคนกลางฉวยจังหวะโก่งราคาผัก-ไข่ไก่ ช่วงเทศกาลกินเจ

เพชรบุรี — สำหรับผู้ถือศีลกินเจ ผักสดคืออาหารมื้อหลัก แต่สำหรับประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทยปีนี้ เทศกาลกินเจกำลังเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ท่ามกลางภาวะน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและกระทบต่อระบบขนส่ง

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่ราคาสินค้าเกษตรจะพุ่งสูงเกินความจริง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี โดยกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดสดและแหล่งจำหน่ายสินค้าพร้อมกันใน 4 อำเภอสำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอบ้านแหลม อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนเข้าสู่วันล้างท้อง (9 ต.ค.) และช่วงเทศกาลกินเจอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 10–18 ต.ค. 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการผักสดจะพุ่งแตะจุดสูงสุด ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาของขาดตลาดหรือการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร

เป้าหมายหลักของการตรวจตราครั้งนี้คือ “ผักสดและไข่ไก่” สินค้าสองรายการที่มักมีความต้องการพุ่งสูงในช่วงเทศกาล และอ่อนไหวที่สุดต่อความผันผวนจากปัญหาน้ำท่วม

ตารางรายงานราคาสินค้าเกษตรและ ราคาผัก เทศกาลกินเจ เพชรบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัด

เสียงจากตลาด ราคาผักสด กวางตุ้งพุ่งแตะกิโลฯ ละ 100 บาท

แม้ภาครัฐจะเพิ่งเริ่มปูพรมตรวจตรา แต่ในสายตาของผู้บริโภค ราคาสินค้ากลับขยับตัวล่วงหน้าไปไกลแล้ว

ป้าอุไร วัย 68 ปี ชาวบ้านที่มาจับจ่ายในตลาดสด อ.เมืองเพชรบุรี บอกกับ “เขาวังเดลี่ว่า”ว่า ผักสดหลายชนิดปรับราคาขึ้นมาล่วงหน้า 2–3 สัปดาห์แล้ว โดยเฉพาะผักกวางตุ้งที่เดิมราคากิโลกรัมละ 30 บาท ปัจจุบันพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว

“แม่ค้าก็อ้างความจำเป็น บอกว่าน้ำท่วมหลายจังหวัด ทำให้ของขาดตลาด หายาก” ป้าอุไรสะท้อนสิ่งที่ผู้ซื้อต้องเผชิญ

แรงกระแทกจากราคาผักที่พุ่งสูงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้ถือศีลกินเจเท่านั้น ลุงบุญมี วัย 60 ปี ระบุว่าตนเองไม่ได้กินเจ แต่กลับต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไปด้วย

“เจอราคาแบบนี้ก็หนักใจเหมือนกัน เพราะเราไม่มีรายได้มากมายอะไร สิ่งไหนพอมีกำลังซื้อไหวก็เลือกทางประหยัดไว้ก่อน แต่ก็เห็นใจพ่อค้าแม่ค้าเหมือนกันนะ” ลุงบุญมีกล่าว

ตัวเลขทางการสวนทางราคาหน้าเขียง

ตัวเลข 100 บาทต่อกิโลกรัมที่ผู้บริโภคพบเจอ สวนทางอย่างเห็นได้ชัดกับรายงานราคาสินค้าสำคัญของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ซึ่งระบุราคาจำหน่ายปลีกในตลาดสดไว้ว่า ผักกวางตุ้งเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 50 – 60 บาทต่อกิโลกรัม เท่านั้น (ขยับขึ้นจาก 40 – 60 บาทเมื่อต้นสัปดาห์) เช่นเดียวกับผักคะน้าที่ทางการระบุไว้ที่ 40 – 50 บาท ผักบุ้งจีน 50 – 60 บาท และกะหล่ำปลี 35 – 40 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ไข่ไก่เบอร์ 0 จำหน่ายปลีกในตลาดสดอยู่ที่ฟองละ 5.00 – 5.17 บาท (แผงละ 150 – 155 บาท)

ช่องว่างระหว่าง “ราคากลางที่รัฐสำรวจ” กับ “ราคาที่ชาวบ้านต้องจ่ายจริง” ซึ่งต่างกันเกือบเท่าตัว กลายเป็นคำถามสำคัญถึงกลไกการส่งผ่านราคาในห่วงโซ่อุปทาน

“ไม่ได้อยากขึ้นราคา” วิกฤตสองด้านของคนขายผัก

ทว่าอีกด้านหนึ่งของแผงค้า ปัญหากลับไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจจะเอาเปรียบลูกค้า

นางมาลี วัย 47 ปี แม่ค้าแผงผักรายหนึ่งในตลาด อธิบายถึงแรงกดดันฝั่งต้นทุนว่า ตนไม่ได้อยากปรับขึ้นราคา แต่รับผักมาจากแหล่งเพาะปลูกในราคาที่บวกเพิ่มมาแล้วหลายทอด ประกอบกับค่าขนส่งช่วงน้ำท่วมสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากยังขายในราคาเดิมก็แทบไม่เหลือกำไรไว้หมุนเวียน

ขณะที่ นางมะลิ วัย 35 ปี แม่ค้าผักสดอีกราย สะท้อนถึงผลกระทบย้อนกลับที่ตามมาหลังต้องปรับขึ้นราคาว่า เมื่อราคาผักแพงขึ้น ลูกค้าจำนวนมากก็ชะลอการซื้อหรือซื้อน้อยลง ส่งผลให้ผักสดบนแผงเริ่มเหี่ยวและเน่าเสียจนต้องทิ้ง

“จากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกและการขนส่ง ทำให้เราต้องปรับราคาเพื่อให้ประคองตัวอยู่ได้ แต่พอราคาขึ้น ลูกค้าบางคนก็ไม่ซื้อ ผักก็เหี่ยว เน่าเสีย กลายเป็นขาดทุนซ้ำเติมเข้าไปอีก” นางมะลิระบุ

ทางรอดร้านอาหารเจ: ตรึงราคาเดิมแต่ขอลดปริมาณ

แรงกระเพื่อมจากราคาวัตถุดิบต้นน้ำ ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงผู้ประกอบการร้านอาหารเจปรุงสำเร็จอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นางกลิ่น วัย 44 ปี แม่ค้าทำอาหารเจขาย เล่าว่า ตนเปิดร้านขายอาหารเจมาหลายปี ยอมรับว่าปีนี้ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผักต้นทุนพอสมควร แต่เลือกที่จะปรับตัวด้วยการประคองลูกค้าร่วมกัน

“รอบนี้ถือว่ากระทบพอสมควร แต่ตั้งใจขายอาหารเจราคาเดิม แต่อาจขอลดปริมาณลงบ้าง เพื่อให้พอมีรายได้และหมุนเวียนต่อได้ ถือว่าช่วย ๆ กันไปในภาวะแบบนี้” นางกลิ่นกล่าว

สกัดการฉวยโอกาสซ้ำเติมวิกฤต

แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะส่งผลให้ต้นทุนผลผลิตทางการเกษตรและค่าขนส่งขยับตัวขึ้นจริงตามกลไกตลาด แต่ความกังวลของภาครัฐคือ “การฉวยโอกาส” ปรับขึ้นราคาสินค้าจนเกินสมควร

เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ค้าให้จำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และเน้นย้ำข้อบังคับพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภค คือ การปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ

โทษหนักถึงคุก 7 ปี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการตรวจตราเชิงขอความร่วมมือ แต่เจ้าหน้าที่ยังเน้นย้ำถึงบทลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพื่อปรามการกระทำผิดล่วงหน้า:

  • ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีก (มาตรา 28): มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
  • กักตุนหรือจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร (มาตรา 29): มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ทางการยังกระตุ้นให้ประชาชนร่วมทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม การปกปิดป้ายราคา หรือความผิดปกติของเครื่องชั่งตวงวัด สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ทันทีผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

ภาพสะท้อนของตลาดสดเมืองเพชรบุรีในเทศกาลกินเจรอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของปริมาณผักและไข่ไก่ว่าจะมีเพียงพอหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนที่แท้จริงของเกษตรกรกับพ่อค้าแม่ค้า กับความอยู่รอดของกระเป๋าเงินผู้บริโภค ในยามที่แหล่งเพาะปลูกต้นทางยังเผชิญวิกฤตน้ำท่วม.

เครดิต: ข้อมูลและภาพประกอบจาก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี

บทความยอดนิยม

ติดตามเรา

ค้นพบเพิ่มเติม
กำลังโหลดเนื้อหา...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง