กุศโลบายตัวเล็ก หัวใจไม่เคยเก่า เมื่อ ‘ช่างน้อง’ พาหนูสีทองมาซ่อนแอบ ปลุกเสน่ห์เมืองเพชรให้มีชีวิต
01 / ชะลอฝีเท้าลงสักนิด
เวลาคนเรามาเมืองเพชร เรามักมองหาอะไรที่ใหญ่โตและชัดเจน
ถ้าไม่เป็นยอดเขาวังที่ตั้งตระหง่านท้าลม ก็คงเป็นพระปรางค์ห้ายอดวัดมหาธาตุฯ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือป้ายร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงเจ้าดังที่มีควันลอยกรุ่นคลุ้งริมทาง
แต่บ่ายวันนี้ ผมมีหมุดหมายที่ต่างออกไป เมื่อได้นัดหมายกับ อาจารย์ธานินทร์ ชื่นใจ ไว้ที่ วัดใหญ่สุวรรณาราม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี หลังจากก่อนหน้านี้ได้สะดุดตากับโพสต์บนหน้าฟีดเฟซบุ๊กของอาจารย์ เกี่ยวกับโปรเจกต์เขียนภาพ “หนู” เพื่อสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในบ้านเกิด ยิ่งอ่านก็ยิ่งสะดุดใจในกุศโลบายทางศิลปะอันแยบยล จนต้องรีบติดต่อนัดหมายเพื่อขอมานั่งฟังเรื่องเล่าจากปากของท่านด้วยตัวเอง
ภาพในโพสต์วันนั้นยังติดตา ตรงซอกวงกบประตูไม้เก่า บนเสาปูนเปลือยที่ผิวสัมผัสร่อนไปตามกาลเวลา มีอะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่ตรงนั้น สัตว์ตัวเล็กจ้อยสีทองอร่าม ลำตัวอวบอ้วนพริ้วไหวด้วยลายกระหนกไทย บนหลังประดับอานดอกไม้ลายกระจ่างตา ข้างลำตัวแต้มตัวเลขเรียบง่าย 1, 2, 3, 4
“หนู” ตัวกระจ้อยร่อยนี้ไม่ได้โผล่มาทักทายอย่างเอิกเกริก แต่มันกำลังส่งสายตาเจ้าเล่ห์คล้ายจะกระซิบกับเราว่า
“ตามหนูมาสิ เดี๋ยวจะพาไปดูเมืองเพชรในมุมที่ไม่เคยเห็น”
และนั่นเองที่ทำให้บ่ายวันนี้ ผมพาตัวเองมาหยุดอยู่ที่วัดใหญ่สุวรรณาราม
ที่วัดใหญ่ ผมเดินมุ่งหน้าไปยังอดีตหมู่เรือนไทยด้านหลังศาลาการเปรียญ ซึ่งเคยเป็นกุฏิสงฆ์เก่า และปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘หอศิลป์สุวรรณาราม’
เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาด้านใน จะพบกับหมู่กุฏิอันกว้างขวาง ประกอบไปด้วยเรือนไทย 7 หลัง จัดสรรเป็นทั้งส่วนนิทรรศการบอกเล่าภาพรวมของงานช่างเมืองเพชรฯ ผ่านมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน และเรือนหลังอื่นๆ ที่ใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแต่ละแขนง
พื้นที่ชานด้านหน้าเรือนปรับเปลี่ยนได้ตามกิจกรรม มีโรงหนังตะลุงเมืองเพชรฯ จำลองให้ได้ลองเล่นและถ่ายรูป บางวันมีสอนการแสดงละครชาตรีให้เด็กๆ หรือเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการที่สนใจมานำเสนองานวิจัย หัวใจของหอศิลป์แห่งนี้จึงหมุนรอบ 3 สิ่ง คือ สืบสาน ออกแบบใหม่ และเวิร์กช็อป

และที่ชานด้านหน้าของเรือนนั้นเอง ผมก็พบกับอาจารย์ธานินทร์นั่งยิ้มต้อนรับอยู่ ผมรีบยกมือไหว้และนั่งลงด้วยความยินดีที่ได้พบกับเจ้าของลายเส้นกึ่งขี้เล่นกึ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ ไม่ใช่ศิลปินสตรีตอาร์ตหน้าใหม่จากเมืองกรุง แต่เป็นของ ธานินทร์ ชื่นใจ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกติดปากว่า “ช่างน้อง” ครูช่างลายรดน้ำวัยเก๋า ผู้เติบโตมาจากเด็กวัดป้อม จบเพาะช่าง และฝากฝีมือทองคำเปลวตัดยางรักไว้ตามพระอารามหลวงมาเกือบทั่วประเทศ
คำถามคือ ทำไมช่างชั้นครูผู้ได้รับรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ถึงยอมวางงานอนุรักษ์ตู้พระไตรปิฎก มานั่งยองๆ แต้มสีทองลงบนเสาไม้มุมมืดๆ ในวัด?
02 / จาก ‘มุสิกะ’ สู่ อาร์ตทอยมีชีวิต
“ผมเห็นคนรุ่นใหม่เขาฮิต Art Toy กันนะ” อาจารย์ธานินท์เริ่มต้นเล่า พลางหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดีเมื่อผมทักถึงที่มา
“เขามีตุ๊กตานำเที่ยว มีมาสคอตเมือง พาไปเช็กอินตรงนู้นตรงนี้ ตัวผมเองเป็นช่างเขียน เป็นคนทำงานศิลปะ ก็เลยคิดว่า ถ้าเมืองเพชรจะมีตัวอะไรสักตัวพาเที่ยวบ้าง มันก็ควรเป็นสัตว์ที่อยู่ในศิลปะสิ”
ในจักรวาลของช่างเขียน สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งปฐมบทมีไม่กี่ตัว และตัวที่อาจารย์เลือกก็คือ ‘หนูมุสิกะ’
ตามเทวตำนานดั้งเดิม หนูตัวนี้เคยเป็นอสูรร้ายที่สร้างความปั่นป่วน จนกระทั่งพระพิฆเนศ มหาเทพแห่งศิลปวิทยาการ ลงมาปราบจนยอมศิโรราบ และกลายมาเป็นสัตว์พาหนะคู่กาย ไม่เพียงเท่านั้น มุสิกะยังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ส่งสาร’ เวลาใครจะขอพรพระพิฆเนศ ก็ต้องมากระซิบฝากความหวังผ่านใบหูของมัน
บวกกับในทางโหราศาสตร์ หนูคือ ‘ปีชวด’ นักษัตรลำดับแรกของ 12 ราศี มันจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น และเป็นผู้ส่งสารที่จะพานักเดินทางรุ่นใหม่ก้าวข้ามกำแพงความสูงส่งของวัดวาอาราม เข้าไปสัมผัสเสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใน
“หนูนี่แหละเหมาะสมที่สุด ตัวมันเล็ก แต่มันพาเราไปได้ทุกซอกทุกมุม”
ฟังดูเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่ายนั้น ซ่อนบทเรียนสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มักมองว่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยเป็นเรื่องไกลตัว เชย หรือน่าเบื่อจนแทบไม่อยากแตะต้อง
ในวันที่วัยรุ่นยอมต่อแถวข้ามวันเพื่อจุ่ม Art Toy ตัวโปรด หรือบินไปต่างประเทศเพื่อตามหามาสคอตประจำเมือง “ช่างน้อง” ในวัยเก๋ากลับพิสูจน์ให้เห็นว่า ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาโบราณของบ้านเราไม่ได้แห้งแล้งหรือตายซากเลย หากแต่ต้องการเพียง ‘สายตาใหม่’ ที่กล้าหยิบมาตีความ
ของเก่าไม่เคยน่าเบื่อ ถ้าหัวใจคนทำยังสดและสนุกอยู่
ความคิดสร้างสรรค์ในนิยามของ “ช่างน้อง” จึงไม่ใช่การรื้อทิ้งรากเหง้าเพื่อวิ่งตามกระแสสากล แต่คือการหยิบเอาความเคารพในขนบ มาเขย่ารวมกับความขี้เล่นของยุคสมัย เปลี่ยนภาพจำของจิตรกรรมไทยบนฝาผนังวัดที่คนเข้าไม่ถึง ให้กลายมาเป็นเกมล่าสมบัติขนาดย่อมที่ใครเห็นก็อยากก้าวเท้าตามไปค้นหา
03 / ดอกพุดตานบนแผ่นหลัง และลายเซ็นที่ไร้ชื่อ
หากมองทะลุความน่ารักเข้าไปในรายละเอียด ลายเส้นของหนูแต่ละตัวหาใช่หนูการ์ตูนฝรั่ง หากแต่เป็น ‘หนูไทย’ ที่มีสัดส่วนและจังหวะของงานช่างเมืองเพชรอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
ที่น่าสนใจคือ อานบนหลังหนูไม่ใช่ลายกนกธรรมดา แต่เป็น ‘ลายดอกพุดตาน’ บานสะพรั่ง

อาจารย์เล่าเกร็ดสนุกๆ ย้อนกลับไปตอนที่เคยเดินทางไปแสดงงานศิลปะที่ประเทศโอมาน “ตอนนั้นผมเขียนลายไทยใส่ก้อนหิน ปรากฏว่าคนต่างชาติเขาชอบซื้อลายดอกไม้มากกว่าลายไทยดั้งเดิม ผมเลยพบว่า ‘ดอกไม้’ มีความเป็นสากลที่ใครเห็นก็เข้าใจ ผมรักดอกพุดตานอยู่แล้ว ก็เลยหยิบฟอร์มดอกพุดตานมาคลี่คลาย ผนวกเข้ากับลายไทย แล้ววางลงบนหลังหนู”
ส่วนสีสันที่ใช้ มีเพียงสองคู่สีเท่านั้น คือ สีทอง และ สีดำ
สำหรับคนอื่น นี่อาจเป็นแค่การจับคู่สีที่ดูคลาสสิก แต่สำหรับอาจารย์ธานินท์ นี่คือ ‘จิตวิญญาณ’ ทั้งชีวิตของช่างลายรดน้ำ
“ตู้พระไตรปิฎกก็ทองกับดำ บานประตูก็ทองกับดำ ดำคือยางรัก ทองคือทองคำเปลวบริสุทธิ์ คำว่าทอง ตกที่ไหนก็มีคุณค่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ผมจะใช้แดงกับทอง หรือเขียวกับทองก็ได้นะ แต่ทำไปแล้วมันไม่ใช่ตัวตนของเรา คู่สีนี้คือลายเซ็น ไม่ต้องเขียนชื่อธานินท์กำกับ แค่เห็นทองตัดดำ ก็รู้ทันทีว่านี่คืองานของ “ช่างน้อง”
04 / “ถ้ามันเด่นเกินไป มันก็ไม่สนุกสิ”

บนตัวหนูทุกตัว จะมีตัวเลขปริศนาสลักไว้ 1, 2, 3, 4…
ผมถามอาจารย์ว่า นี่คือลายแทงขุมทรัพย์ หรือเป็นรหัสลับอะไรหรือเปล่า?
อาจารย์หัวเราะร่วนเสียงดังลั่นก่อนตอบอย่างซื่อตรง “ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกคุณ! ผมกลัวลืมว่าตัวเองเขียนไปกี่ตัวแล้ว!”
“เขียนไปตัวที่หนึ่งก็แต้มเลขหนึ่ง ตัวที่สองก็แต้มเลขสอง วันข้างหน้ามันอาจจะไปถึงตัวที่ร้อย หรือตลอดชีวิตนี้ผมอาจจะเขียนได้ถึงพันตัวก็ได้ ใครจะไปรู้”
แต่ภายใต้ความขี้เล่นนั้น คือกุศโลบายที่คิดมาอย่างแยบยล อาจารย์ตั้งใจไม่วาดภาพหนูบนกำแพงใหญ่กลางแจ้งที่ใครเดินผ่านก็เห็นได้ในระยะร้อยเมตร แต่มักเลือกซ่อนมันไว้ตามมุมเสา บานประตูที่ต้องเปิดแง้ม หรือซอกปูนที่แสงแดดส่องรำไร
“ถ้าไปวาดเด่นๆ หราๆ มันจะไปสนุกอะไรล่ะคุณ” อาจารย์ยิ้มตาหยี
“ธรรมชาติของหนูมันต้องแอบๆ ซ่อนๆ มันต้องให้คนตามหา ให้เขาสงสัยว่า ‘เฮ้ย วันนี้ “ช่างน้อง” แอบไปเขียนไว้ที่ไหนวะ’ ใครหาก่อนเจอก็แอบไปกระซิบบอกกัน มันสร้างความมีชีวิตชีวา คนที่มาตามหาหนู เขาจะไม่ใช่แค่ชะโงกหน้ามาถ่ายรูปแล้วกลับ แต่สายตาเขาจะค่อยๆ กวาดมองสถาปัตยกรรม มองเสาไม้ มองลายปูนปั้นรอบๆ นั่นแหละคือวันที่เขาได้เห็นเมืองเพชรจริงๆ”
05 / คันฉ่องส่องเมือง
โครงการ “ตามหนูมา” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเขตพัทธสีมา
ในแผนที่ที่ยังไม่ได้ขีดเส้นชัดเจนของอาจารย์ธานินท์ หนูตัวต่อไปอาจจะกระโดดไปแอบอยู่ตามโบราณสถานร้าง ร้านลอดช่องน้ำตาลข้นเจ้าเก่า ร้านขนมหม้อแกง หรือร้านก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำแดง
“เพชรบุรีเป็นเมืองที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูงลิบลิ่ว” อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “โบราณสถาน งานช่าง อาหารการกิน สิ่งเหล่านี้มันเป็นมรดกทางปัญญาอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอให้ใครมาตีตราประกาศ แต่ปัญหาคือเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้อย่างไรให้ร่วมสมัย”
อาจารย์ทวนบทกวีสั้นๆ ที่ท่านยึดถือในใจเสมอมา
“เป็นคันฉ่องส่องความงามและความดี
เป็นโคมฉายส่องชี้วิถีชน”
“ศิลปะมันไม่ใช่ของบนหิ้ง มันคือสะพานเชื่อมคนทุกวัยเข้าหากัน ถ้าหนูตัวเล็กๆ ตัวนี้ ทำให้เด็กวัยรุ่นยอมก้าวขาเข้าวัดใหญ่สุวรรณาราม ไปยืนดูศาลาการเปรียญสมัยพระเจ้าเสือ ไปดูหอไตรกลางน้ำ แล้วขากลับเดินไปอุดหนุนร้านขนมหม้อแกงของป้าข้างวัด เกิดเป็นลูกโซ่ที่ทำให้ชุมชนมีรอยยิ้ม แค่นี้การลงแรงของผมมันก็คุ้มค่าเกินร้อยแล้ว”
06 / รอยยิ้มที่หอศิลป์สุวรรณาราม และก้าวต่อไปของสิ่งเล็กๆ
หลังจบการพูดคุยอย่างออกรส อาจารย์ธานินท์ลุกขึ้นยืนด้วยแววตากระตือรือร้น ก่อนจะกวักมือชวนผมเดินลัดเลาะเข้าไปในมุมหนึ่งของ อาคารหอศิลป์สุวรรณาราม
“มานี่ มาดูตัวแรกกัน”
อาจารย์ชี้ให้ผมดู “หนูพาเที่ยวตัวแรก” ที่แอบซ่อนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมบนเนื้อไม้ เส้นสายสีทองสุกสว่างตัดกับพื้นผิวเข้มขลัง ตัวเลข ‘1’ ปรากฏชัดเจนบนลำตัว แววตาของครูช่างวัยเก๋าฉายประกายความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด ราวกับพ่อที่กำลังมองดูลูกน้อยกำลังจะเริ่มหัดก้าวเดิน ก่อนจะเล่าถึงแผนการขั้นต่อไปอย่างออกรส ว่าตั้งใจจะปล่อยให้หนูตัวน้อยเหล่านี้ค่อยๆ ย่องไปโผล่ตามมุมเสา ซอกโบราณสถาน และร้านรวงตามมุมเมืองเพชรบุรี

เมื่อผมถามทิ้งท้ายว่า กลัวไหมว่าวันหนึ่งจะมีคนไม่เข้าใจ หรือมองว่างานแบบนี้แปลกแยกจากขนบช่างเดิมๆ?
ช่างน้องยิ้มรับอย่างใจเย็น ก่อนตอบอย่างหนักแน่นทว่าเปี่ยมด้วยเมตตา
“คนเราถ้าจะทำอะไรใหม่ๆ มันต้องมีขวากหนาม มีคนทักท้วงเป็นธรรมดา แต่ถ้าเรามัวแต่กลัว ไม่ยอมก้าวข้าม เราก็ไม่เริ่มนับหนึ่งสักที ถามตัวเองว่าเราทำเพื่ออะไร? เราไม่ได้ทำเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เราทำเพื่อปลุกเมือง เพื่อส่งต่อความสุขให้คนที่ได้พบเห็น”
“ตราบใดที่เราทำความดี ไม่ได้ทำร้ายใคร ทำไปเถอะคุณ… สิ่งเล็กๆ นี่แหละที่จะค่อยๆ ขับเคลื่อนเมืองของเราไปข้างหน้า”
จากตำนานสัตว์ตัวเล็กที่เคยช่วยปลดปล่อยพญาราชสีห์ สู่มุสิกะผู้คอยกระซิบส่งสาสน์เคียงข้างพระพิฆเนศ
วันนี้ หนูเมืองเพชรกำลังทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไม่ต่างกัน มันไม่ได้แค่นำทางให้เราเดินตามรอยพู่กัน แต่กำลังสะกิดให้เราหันกลับมารัก มองเห็นคุณค่า และสัมผัสจิตวิญญาณบ้านเกิดของตัวเองใหม่อีกครั้ง
ผมบอกลาอาจารย์ธานินท์แล้วก้าวเท้าออกจากอาคาร
ระหว่างทางเดินกลับ ผมลองกวาดสายตามองไปตามซอกหลืบและเสาไม้รอบตัวอีกครั้ง
หนูสีทองตัวแรกยังคงซ่อนตัวยิ้มส่งเราอยู่ที่หอศิลป์สุวรรณาราม
แต่เมืองเพชรในความรู้สึกของผม… ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว.


